แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิปัสสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิปัสสนา แสดงบทความทั้งหมด

สมาธิ...จะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้อย่างไร?



ก่อนอื่นเราต้องมาศึกษาดูว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะว่าใจแต่ละคนนั้นไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแห่งความผาสุก ความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ เมื่อใจไม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน จึงคิดพูดทำไม่เหมือนกัน แต่ถ้าหากใจมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ก็จะคิดพูดทำเหมือนกัน โดยไม่มีการขัดแย้งกันเลย และตำแหน่งนั้นอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งจะเข้าถึงได้ด้วยวิธีเดียว คือ การทำสมาธิ
ตำแหน่งตรงนั้นจะละลายความรู้สึกขัดแย้งให้หมดไป แล้วจะเกิดภูมิปัญญาสร้างสรรค์ สูงส่ง ที่ทำให้เราเข้าใจ และรู้วิธีการที่จะหาทางออกได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดความสุข สดชื่น เบิกบาน และความสำเร็จในชีวิต ในภารกิจ ในทุกสิ่งทุกอย่างได้
ทุกคนจะต้องนำใจกลับมาสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเดียวของชีวิต ที่ทำให้เราคิดถูกต้อง พูดถูกต้อง และทำถูกต้อง ผลออกมาก็คือสิ่งที่ถูกต้องและดีงามก็จะบังเกิดขึ้นกับโลกใบนี้

คุณครูไม่ใหญ่

๑๘ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๒
2

ใครคือ...ผู้ค้นพบทางสายกลาง



ใครเป็นผู้ค้นพบว่า การวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายจะนำความสงบสุขมาสู่มนุษยชาติ ทำไมศูนย์กลางกายจึงมีความสำคัญขนาดนั้น
คุณครูไม่ใหญ่:
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงค้นพบทางสายกลางด้วยพระองค์เอง และสืบทอด กันต่อมา แต่มาเลือนหายในภายหลัง จนกระทั่งพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ท่านได้สละชีวิตปฏิบัติธรรม แล้วก็ค้นพบวิธีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุธรรม ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้กลับคืนมาใหม่ แล้วนำมาสอนตัวท่านและสอนผู้อื่นจนกระทั่งถ่ายทอดมาถึงพวกเราในปัจจุบัน
ศูนย์กลางกายมีความสำคัญมาก เพราะเป็นศูนย์กลาง ยกตัวอย่าง การบริหารการงานทุกอย่าง ล้วนมีศูนย์กลางที่คอยจัดการระบบระเบียบต่าง ๆ ทั้งสิ้น  หรือเราวางของบนโต๊ะ วางของหมิ่น ๆ มันก็ไม่มั่นคง  ถ้าวางกลางโต๊ะ มันก็มั่นคง  ทุกอย่างล้วนสำคัญที่ตรงกลางทั้งนั้น
ดังนั้นหากเราอยากจะรู้ว่าสำคัญขนาดนั้นจริงหรือ เราลองหยุดนิ่งเข้าไปตรงนั้น ประสบการณ์ภายในจะทำให้เข้าใจดีกว่าครูไม่ใหญ่ตอบ ณ ตอนนี้ ตอบตอนนี้แค่พอเป็นแนวทางให้พอเข้าใจ
คุณครูไม่ใหญ่

๑๗ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๒
0

ของดีมีอยู่ในตัว

เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระเทพญาณมหามุนี  เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๓ ตุลาคม .. ๒๕๔๖


เรามาเกิดเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง  หรืออย่างน้อยก็เกิดมาสร้างบารมี  หรือแสวงหาความสุขที่แท้จริง ที่ถูกต้อง  ซึ่งทั้งหมดที่เราปรารถนานั้นอยู่ในตัว  ไม่ใช่นอกตัวเลย  หลักสำคัญก็คือการเข้าถึงพระธรรมกาย  ซึ่งเป็นกายตรัสรู้ธรรม เป็นผู้รู้  ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว 
พระรัตนตรัยภายใน เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง การแสวงหาพระธรรมกายในตัวก็คือการแสวงหาความพอดี บางทีมีคนถามว่า พอดีนั้นแค่ไหน ตอบยากเหมือนกันนะ แค่ไหนพอดี  เพราะเราไม่รู้พอดีมันอยู่ตรงไหน  เมื่อไม่รู้จักดี ก็ไม่รู้จักพอ เมื่อไม่ดีก็พร่องไปเรื่อย เพราะเจอแต่สิ่งที่ไม่ดี  ถ้าจะให้ดีต้องรู้จักว่า ดีอยู่ตรงไหน แล้วก็ต้องวางใจให้ถูกดี แล้วก็ให้ถึงดี ถึงจะได้ดี เพราะว่าเข้าไปถึงความพอดี  ดีทั้งหมดรวมประชุมอยู่ในพระธรรมกาย  เมื่อไปถึงตรงนี้แล้วจึงจะรู้จักพอ คือไม่อยากจะแสวงหาอะไรที่นอกเหนือจากนี้อีกแล้ว
ที่ปัจจุบันเขาแสวงหาไปเรื่อย เพราะเจอแต่สิ่งที่ไม่ดี  ไม่ดีมันก็พร่อง ถมเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม ถอนเท่าไรก็ไม่รู้จักเตียน กระหายอยู่ตลอดเวลา  แล้วชาวโลกมักจะดับกระหายด้วยน้ำทะเล กระหายที ก็ดื่มน้ำทะเล  ดื่มเท่าไรก็ไม่หายหิว  ไม่หายกระหาย เพราะมันเค็ม แต่เมื่อไรเจอน้ำฝนเจอน้ำสะอาด เมื่อนั้นถึงจะดับความกระหายได้  ความเร่าร้อนในใจก็เช่นเดียวกัน  ความกระหายที่ทำให้ใจของเราพร่องเป็นนิจ จะหมดไปเมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย  ที่พระธรรมกายดี เพราะว่าท่านเป็นของแท้  เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่แท้จริงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ 
แต่สิ่งภายนอกที่ชาวโลกเขาแสวงหากัน ล้วนตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็ผุพังไป  เมื่อผุพังก็เกิดความทุกข์ แล้วพักเดียวก็หายเห่อ  หายเห่อก็หาใหม่ ชีวิตก็พร่องอยู่เป็นนิจ เหมือนตุ่มก้นรั่วอย่างนั้น
ฉะนั้นการที่เราต้องมาแสวงหาพระธรรมกาย ก็คือต้องการแสวงหาจุดแห่งความสมดุลในชีวิต  แสวงหาความพอดี เพราะเมื่อรู้จักพอแล้ว  ชีวิตก็เต็มอิ่มเต็มเปี่ยม ไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว  เพราะฉะนั้น เราก็ต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันต่อไป  เพื่อให้สมปรารถนาเข้าถึงพระธรรมกายภายในกันทุกคน
1

วิชชาธรรมกาย


เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระเทพญาณมหามุนี วันอาทิตย์ที่  ๒  กันยายน  พ.. ๒๕๔๔




คำว่าวิชชาธรรมกายประกอบไปด้วย  ๒ คำ คือ คำว่า  “วิชชา”  กับคำว่า  “ธรรมกายคำว่าวิชชา”  แตกต่างจากคำว่า  “วิชา”  ในทางโลกที่เราได้เคยศึกษาเล่าเรียนกัน

วิชาทางโลกนั้นเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นใน ๒ ระดับ คือ ระดับสุตมยปัญญากับจินตามยปัญญา

สุตมยปัญญา คือ ความรอบรู้ที่เกิดจากการได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้ศึกษาเล่าเรียนมา เป็นการรู้จำ คือ จำในสิ่งที่ผู้รู้ไม่ว่าจะมีความรู้สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ก็ตามได้บันทึกเรื่องราวสิ่งที่รู้เห็นเอาไว้เป็นวิทยาทานให้ได้ศึกษากันสืบต่อมา

จินตามยปัญญา  คือ  ความรู้ที่เกิดจากการนำมาคิดพิจารณาหาเหตุผลแบบนักคิดทั่วไป ความคิดบางครั้งถูกบ้างผิดบ้าง นี่เป็นปัญญาใน ๒ ระดับ  แต่ปัญญาในพระพุทธศาสนามี ๓ ระดับ

ระดับที่ ๓ คือ ภาวนามยปัญญา  เป็นปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝนลงมือปฏิบัติแล้ว                  ในระดับที่อยู่นอกเหนือเหตุผลธรรมดา เราจะอาศัยเหตุผลธรรมดามาใช้ไม่ได้เลย  เพราะภาวนามยปัญญาเป็นความรู้ที่เกิดจากการเห็นแจ้ง คือ จิตต้องเกิดดวงสว่างขึ้นมา และความสว่างนั้นนำไปสู่จักษุ ธรรมจักษุเกิดขึ้นหรือญาณทัสสนะเกิดขึ้น สว่างแล้วจึงเห็น เห็นแล้วจึงรู้

เพราะฉะนั้น  วิชชา”  จึงหมายถึง  ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง ความเห็นที่เกิดจากจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายแล้ว เกิดปัญญาบริสุทธิ์  รู้เห็นไปตามความเป็นจริง รู้ทั่วถึง รู้พร้อม แล้วก็รู้ไปสู่เป้าหมาย  ถ้าเราศึกษาคงเคยได้ยินคำว่า  อภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ คือรู้ได้ทั่วถึง  รู้พร้อม รู้ไปตามความเป็นจริงและถูกต้อง

เหมือนของที่อยู่ในที่มืดดึงมาอยู่กลางแจ้งเราก็จะเห็นชัดเจน เช่น  เชือกเปียกน้ำ ถ้าอยู่ในที่มืด ๆ บางทีเราอาจจะคิดว่า  เป็นงู  หรือเป็นตัวอะไรที่มันยาว ๆ หรืออาจจะเป็นเชือก  ต้องใช้สมมติฐานด้นเดาถูกบ้างผิดบ้าง  แต่ว่าเมื่อลากมาอยู่กลางแจ้งก็รู้ชัดว่า  นี่แค่เชือกเปียกน้ำเท่านั้น

คำว่าธรรมกาย”  ในพจนานุกรม  แปลว่า หมวดหมู่แห่งธรรม เขาแปลได้แค่นั้น  คือ ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์รวมประชุมกันเรียกว่า  หมวดหมู่แห่งธรรม

มีนักศึกษาชาวตะวันตกสองสามีภรรยาเขาได้ค้นคว้ารวบรวมความหมายของคำว่า ธรรม  ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกได้ ๕๐ กว่าความหมาย  มีความหมายหนึ่งที่น่าสนใจ เขาบอกว่า  ธรรม  มีลักษณะเป็นดวงกลม ๆ  ใส ๆ สว่าง ๆ และมีตัวตน เพราะฉะนั้น  “ธรรมกายคือ กายที่ประกอบไปด้วยธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมประชุมเกิดเป็นก้อนกาย เป็นกายที่มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ

เพราะฉะนั้น วิชชาธรรมกาย”  ก็คือความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งด้วยธรรมจักขุ แล้วก็รู้ได้ด้วยญาณทัสสนะของธรรมกายนั่นเอง นี่เป็นเรื่องสำคัญ

วิชชาธรรมกายเกิดขึ้นได้ด้วยธรรมกาย  เป็นที่ประชุมรวมอยู่ตรงนั้น มีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน มีมาดั้งเดิมตั้งแต่ดึกดำบรรพ์โน้น เริ่มต้นเมื่อไรไม่มีใครทราบ

การที่เราเคารพกราบไหว้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะพระองค์ทรงบรรลุวิชชาธรรมกายก่อน  แล้วก็ได้ทรงนำมาเปิดเผยกระทั่งมีผู้ตรัสรู้ตามพระองค์  เป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมมากมาย แต่หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว  ๕๐๐ ปี  ความรู้ยิ่งนี้ก็หายไปคงเหลือไว้แต่ชื่อ  คือ คำว่าธรรมกาย”  ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนาในนิกายต่าง ๆ ทั้งวัชรยาน มหายาน และเถรวาท  แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า  ธรรมกายนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร

จนกระทั่งเมื่อ ๘๔ ปีที่แล้ว  พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้สละชีวิตปฏิบัติธรรมกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย    วัดโบสถ์บน  บางูเวียงนนทบุรี ความลับนี้จึงได้เปิดเผยออกมาสู่ชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง  

หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ท่านบวชเมื่ออายุ ๒๒ ปี บวชได้หนึ่งวัน  รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งก็ปฏิบัติธรรมแล้วก็ศึกษาทางด้านปริยัติ ศึกษาหมดทุกสำนักแต่ว่าไม่ได้สอบเป็นมหาเปรียญ รู้ว่าสำนักไหนมีครูดี  ชำนาญในพระไตรปิฎกท่านก็จะไปศึกษาทุกหนทุกแห่ง ศึกษาด้วยตัวเองด้วย จากครูบาอาจารย์ตามสำนักต่าง ๆ ด้วย

แล้วในที่สุดท่านก็สรุปว่า  ความรู้จะสมบูรณ์ได้จะต้องประกอบไปด้วย ๓ ป. คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ปริยัติก็คือการศึกษาด้านทฤษฎีต้องอ่านต้องศึกษา  ท่านอ่านหมดในพระไตรปิฎก  แล้วก็ปฏิบัติด้วยตนเองเรื่อยมา ไม่ว่างเว้นในการปฏิบัติเลยแม้แต่วันเดียว รู้ข่าวคราวว่าครูไหนสำนักไหนมีการปฏิบัติ ก็ยอมตนเข้าไปเป็นศิษย์ไปศึกษา ได้เข้าถึงที่สุดแห่งความรู้ของครูบาอาจารย์ ซึ่งได้แค่ดวงสว่างปรากฏอยู่แล้วครูก็ชวนท่านช่วยกันสั่งสอนศิษย์เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ของท่าน

แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมีความคิดว่า  ความรู้แค่นี้เหมือนหางอึ่งนิดเดียว จะไปเป็นครูเขาได้อย่างไร ท่านก็กราบลามาด้วยความเคารพ  แล้วก็แวะเวียนไปศึกษาวิธีการต่าง ๆ ที่มีปรากฏอยู่ในวิสุทธิมรรค ๔๐ วิธีก็ศึกษากันมาทั่วหมดทุกสำนัก

แต่ก็ยังไม่จุใจเพราะท่านมีความรู้สึกว่า  ยังไม่ถึงจุดของความรู้ตามที่ได้ศึกษาภาคปริยัติมา ในที่สุด  หลังจากที่ศึกษาทั้งทฤษฎีและปฏิบัติตามสำนักต่าง ๆ มาจนย่างเข้าพรรษาที่ ๑๑ ของการบวช  ในกลางพรรษาขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐   ท่านก็ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า วันนี้เป็นไงเป็นกัน ถ้าหากว่าไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุจะไม่ลุกจากที่ จะนั่งปล่อยชีวิตอย่างนี้เรื่อยไป แม้เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่รู้ไม่เห็นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ตายเถอะ นี่เป็นความอัศจรรย์ของภิกษุหนุ่มวัย ๓๓ ปีซึ่งยังไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเลยเกี่ยวกับหนทางไปนิพพาน  ได้ศึกษาแต่พระปริยัติ

แล้วในที่สุดวันนั้นตามประวัติที่ท่านได้บันทึกเอาไว้  ท่านได้ทำความเพียรที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ปัจจุบันนี้ในโบสถ์นั้นก็ยังมีพระพุทธรูปองค์ดั้งเดิมอยู่  ที่นั่งก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ราบเรียบ ท่านก็เลือกเอามุมหนึ่งเป็นสถานที่นั่งสมาธิตัดสินใจยอมสละแม้ชีวิต เอานิ้วจุ่มน้ำมันก๊าดเพื่อจะขีดวงกันมดที่ไต่ตามช่องแตกของพื้นหินไม่ให้มารบกวน แต่ขีดไปได้ครึ่งหนึ่งท่านก็นึกละอายใจว่า  สละชีวิตแล้วยังมากลัวมดอีกจึงตัดสินใจหลับตาปล่อยชีวิตไปเลย ท่านบอกว่า  ค่อนคืนทีเดียวจึงได้บรรลุถึงธรรมกาย บรรลุถึงธรรมกายแล้วท่านก็บอก  โอ้! มันยากอย่างนี้นี่เอง มันต้องดับก่อนแล้วจึงเกิด คือใจต้องหยุดต้องนิ่งเสียก่อน ถูกส่วนถึงจะเห็นไปตามลำดับ เห็นไปได้ ๕ กายจนกระทั่งถึงกายธรรม พอถึงกายธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเข้าก็รู้ว่านี่แหละ  คือ  กายธรรม เป็นกายตรัสรู้ธรรมอยู่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ท่านตรวจตราดูทบทวนดูอย่างดีทีเดียว  จนกระทั่งมั่นใจว่า  นี่ถูกทางพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็ทบทวนทำความเพียรไปทั้งคืน  จนกระทั่งติดอยู่ในกลางท่าน  แล้วต่อมาท่านก็เห็นในญาณทัสสนะว่า  จะมีผู้บรรลุธรรมกายตามท่านอยู่ที่วัดบางปลา อำเภอบางเลน  จังหวัดนครปฐม

ภายในพรรษานั้น  ท่านก็ทบทวนแล้วก็ศึกษาวิชชาธรรมกายด้วยธรรมกายภายในกลางกายเรื่อยไป  ในที่สุดออกพรรษาแล้วก็ได้ไปที่วัดบางปลา  มีผู้บรรลุธรรมตามท่าน เป็นพระภิกษุ    รูป  ฆราวาส    ท่าน  ตามที่ท่านได้เห็นในญาณทัสสนะ  แล้วก็เริ่มเผยแผ่ธรรมเรื่อยมาจนกระทั่งได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

เพราะฉะนั้นการที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ได้ค้นพบวิชชาธรรมกาย”  ทำให้พวกเราทั้งหลายรู้จัก ธรรมกาย”  ว่ามีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน  เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด  และเป็นเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์  ที่ต่างเกิดมาก็เพื่อแสวงหาธรรมกาย  เพราะฉะนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  จึงเป็นบุคคลสำคัญที่มีพระคุณต่อชาวโลกและเป็นบุคคลที่ควรแก่การเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง



0

Facebook