แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชชาธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชชาธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด

ธรรมกายไม่ใช่ลัทธิใหม่ ไม่ใช่นิกายใหม่



การปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย
ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่วิธีการใหม่
เป็นของเก่าแต่นำมาเป่าฝุ่นใหม่
เพราะพระธรรมกายมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนในโลก

วิธีปฏิบัติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ ๔๐ วิธี  ทุกวิธีเป็นไปเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายทั้งนั้น  แต่ที่ไม่รู้จักพระธรรมกาย  เพราะวางใจไว้ผิดที่  ถ้าหากเราวางใจไว้ถูกที่แล้ว  จะต้องเข้าถึงพระธรรมกายกันทุกคน

การปฏิบัติธรรม ๔๐ วิธี  ถ้าแยกเป็นประเภทสามารถแยกได้ดังนี้ คือ

๑ ส่งจิตออกนอกตัว
๒ ส่งจิตเข้าไว้ในตัว
๓ ส่งจิตเข้ากลางตัว

วิธีปฏิบัติประเภท ๑ กับ ๒ จะไม่พบพระธรรมกาย  แต่จะพบพระธรรมกายได้ด้วยวิธีประเภทที่ ๓  คือ เอาจิตเข้ากลางตัว  ซึ่งเป็นเส้นทางสายกลางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สายกลางของพระอริยเจ้า  

ประเภทที่ ๑  ส่งจิตออกนอกตัว เมื่อจิตสงบแล้ว จะพบแต่แสงสว่าง พบดวงแก้วนอกตัว บางครั้งก็มีนิมิตเลื่อนลอยต่าง ๆ เกิดขึ้นมามาก เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์สมัยโบราณ ท่านจึงไม่ให้ยึดติดในนิมิตเลื่อนลอยนั้น  แต่จะไม่พบพระธรรมกาย  จึงไม่รู้จัก  ทำให้เข้าใจว่า ธรรมกาย คือ ลัทธิใหม่ วิธีการใหม่ เป็นวิธีที่ ๔๑ บ้าง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

ประเภทที่ ๒ ส่งจิตเข้ามาในตัว  ที่สุดของสมาธิวิธีนี้ จะพบแค่ดวงสว่าง มีบางครั้งอาจพบกายของตัวเอง พบองค์พระบ้าง  แต่ก็ไม่ทราบว่าคืออะไร แล้วจะไปอย่างไรต่อ

ประเภทที่ ๓ ส่งจิตเข้ากลางตัว  วิธีนี้เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วนแล้วจะเข้าถึงพระธรรมกาย 

พระธรรมกายนั้นอยู่ในกลางตัวของมนุษย์ทุกคน  ที่ว่าเป็นของเก่าดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา  คือ หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๕๐๐ ปี  พระสัทธรรมนี้ คือ พระธรรมกายก็อันตรธานหายไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

และได้หวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านสละชีวิต ศึกษาค้นคว้า ตั้งแต่ส่งจิตออกนอกตัว  นำจิตเข้ามาสู่ภายในตัว  แล้วก็นำจิตเข้ากลางตัว ก็พบว่า นอกตัวกับในตัวนั้นไม่พบพระธรรมกาย  จะพบพระธรรมกายเมื่อวางใจไว้กลางตัวเท่านั้น

เมื่อนำจิตดำดิ่งเข้าไปสู่ภายในจึงพบพระธรรมกาย  พอพบพระธรรมกายแล้วอาศัยมหากรุณา  ได้นำสิ่งนี้มาเผยแพร่ต่อชาวโลกทั้งหลาย  เพื่อให้เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกแก่ชาวโลกว่า พระรัตนตรัยอยู่ในตัวของเรา

·       พระรัตนตรัย ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง อยู่ภายในตัวเรา

พระธรรมกายเป็นแก้ว เรียกว่า พุทธรัตนะ
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระธรรมกายนั้น หรือความรู้ทั้งมวลของพระธรรมกายหลั่งไหลออกมาจากในกลางของพระธรรมกาย เรียกว่า ธรรมรัตนะ

พระสงฆ์ หรือ พระธรรมกายละเอียด หรือดวงจิตที่ละเอียดที่รักษาธรรมรัตนะอันนั้นเอาไว้ เรียกว่า สังฆรัตนะ ซ้อนอยู่ภายใน

พุทธรัตนะ  ธรรมรัตนะ  สังฆรัตนะ  แม้จะแยกกันตามชื่อ  แต่ความจริงนั้นรวมเป็นอันเดียวกัน  พุทธรัตนะอย่างหนึ่ง  ธรรมรัตนะอย่างหนึ่ง  สังฆรัตนะอย่างหนึ่ง แต่รวมแล้วก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ สรณะที่พึ่งที่ระลึก เหมือนเพชร มีทั้งเนื้อดี สีดี แววดี รวมเรียกว่า เพชร เนื้อดีก็ได้แก่ พุทธรัตนะ สีดีก็ได้แก่ธรรมรัตนะ แววดีก็ได้แก่สังฆรัตนะ ทั้งสามนี้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ในกลางตัว

เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ วัดปากน้ำ  ท่านค้นคว้าต่อไป  ก็พบว่าความสว่างของจิตที่สว่างที่สุดนั้นต้องอยู่กลางตัว  อยู่ข้างนอกตัวนั้นสว่างพอประมาณ  อยู่ในตัวนั้นสว่างยิ่งขึ้น  อยู่กลางตัวนั้นสว่างที่สุด  

ความสว่างกับความบริสุทธิ์สัมพันธ์กัน ยิ่งสว่างเท่าไรความบริสุทธิ์ก็ยิ่งมีมากขึ้น

ความสว่าง ความบริสุทธิ์ กับความมั่นคงของจิตก็สัมพันธ์กัน อยู่นอกตัวเหมือนยืนหมิ่น ๆ หมิ่นเตียง หมิ่นโต๊ะ อยู่กลางตัวก็เขยิบเข้ามาหน่อย อยู่กลางตัวเหมือนยืนอยู่จุดกึ่งกลางของโต๊ะ มีความมั่นคง

เพราะฉะนั้น ขอได้โปรดทำความเข้าใจกันให้ดีว่า พระธรรมกาย ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่นิกายใหม่  ไม่ใช่วิธีที่ ๔๑  แต่ว่าวิธีปฏิบัติทั้ง ๔๐ วิธีนั้น  เป็นไปเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในทั้งสิ้น

แต่เนื่องจากว่า เราใช้คำนั้นไม่ครบถ้วน  มักจะใช้คำว่า เป็นวิธีธรรมกาย เมื่อเราใช้คำว่า วิธีธรรมกาย  ผู้ที่ไม่เข้าใจก็คิดว่า เป็นวิธีที่ ๔๑ แต่ถ้าคำเต็มแล้ว เขาใช้ว่า วิธีเข้าถึงพระธรรมกาย

เพราะฉะนั้น ทุกคนกรุณาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี  แล้วเราจะพบว่า ของจริง ๆ นั้นมีอยู่ในตัวของเรานี่เอง ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ในกลางตัว ที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยใจของเราที่ละเอียดเท่ากันกับพระธรรมกาย  เหมือนเครื่องส่งเครื่องรับของพระธรรมกายนั้นตรงกัน  เหมือนเครื่องส่งเครื่องรับวิทยุอย่างนั้น

·       สติปัฏฐาน ๔ กับวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายก็คืออันเดียวกัน

แล้วพระธรรมกายที่อยู่ในกลางตัวนี้  ก็เป็นวิธีปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน ๔ คือ ตามเห็นกายในกายเข้าไปเรื่อย ๆ กายภายในซ้อนอยู่กายภายนอก แล้วก็กายภายในซ้อนอยู่กายภายใน เป้าหมายก็คือ ต้องการให้เข้าไปถึงกายที่สุด ที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา

กายภายนอกที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีสาระแก่นสาร ท่านให้ปลด ปล่อย วาง ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปยึด เนื่องจากว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ยึดไว้ก็เสียเวลาเปล่า

กายภายนอกท่านให้วางเอาไว้ ให้เข้าไปยึดกายที่สุด ที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา ให้ความสุขอย่างเต็มเปี่ยมของชีวิต ให้ความเบิกบาน เป็นตัวตนที่แท้จริง บังคับบัญชาได้ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

จะเปลี่ยนจากผู้ไม่รู้ มาเป็นผู้รู้ ความรู้นั้นเกิดจากการเห็นแจ้ง เห็นได้ด้วยตาธรรมกาย แล้วก็หยั่งรู้ได้ด้วยญาณของพระธรรมกาย จึงกลายเป็นผู้รู้เกิดขึ้น เมื่อรู้แล้วก็ตื่นจากกิเลสอาสวะที่ครอบงำอยู่ เช่น ความโลภทำให้จิตหิว ความโกรธทำให้จิตร้อน ความหลงทำให้จิตมืด หิว ร้อน มืดเหล่านี้ดับไป

เมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย จะมีความรู้สึกไม่หิว คือ เต็มเปี่ยม มีความอิ่มอกอิ่มใจ เบิกบาน จิตนั้นเย็นสบาย แล้วก็สว่าง ซึ่งตรงข้ามกับความหิว ความร้อน แล้วก็ความมืด จะรวมประชุมอยู่ในพระธรรมกาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว

·       ธมฺมกาโย อหํ อิติปิฯ

ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เกิดขึ้นเมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ภาษาบาลีท่านเรียกว่า พุทโธ พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เพราะฉะนั้นเห็นพระธรรมกายนี้ จึงได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงยืนยันไว้ว่า

ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ เรา คือ ธรรมกาย ธรรมกาย คือ เรา

ท่านใช้คำนี้เพราะว่า ใจของท่านปล่อยวาง กายที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้าไปรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกายที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา กลืนกันเป็นเนื้อเดียว ใจท่านกับใจธรรมกายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด

ธรรมกายคือท่าน ท่านคือธรรมกาย

ดังนั้นคำนี้จึงเกิดขึ้น ธมมกาโย อหํ อิติปํ เรากับธรรมกายเป็นอันเดียวกัน เห็นพระธรรมกายก็ได้ชื่อว่าเห็นเรา เห็นเราก็ได้ชื่อว่าเห็นพระธรรมกาย นั่นหมายถึง พระธรรมกายของพระองค์

พระธรรมกายในตัวเราก็เหมือนกัน เมื่อเราเข้าถึงแล้ว ก็ได้ชื่อว่าเข้าถึงพระพุทธเจ้าภายใน เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายขอได้โปรดทำความเข้าใจดังกล่าวแล้ว

·       ขันธ์ ๕ กับ ธรรมขันธ์

กายที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น บางครั้งท่านก็เรียกว่า ขันธ์ ๕ มีกายมนุษย์หยาบที่เราอาศัยนั่งเข้าที่ปฏิบัติธรรม กายมนุษย์ละเอียดที่ซ้อนอยู่ภายใน นั่นก็เรียกว่าขันธ์ ๕ กายทิพย์ที่ซ้อนอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียด ก็เรียกว่าขันธ์ ๕ กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกลางกายทิพย์ ก็เรียกว่า ขันธ์ ๕ กายอรูปพรหมที่ซ้อนอยู่ในกลางกายรูปพรหม ก็เรียกว่าขันธ์ ๕

ที่เรียกว่าขันธ์ ๕ เพราะว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลาย ไม่มีสาระแก่นสาร

ส่วนธรรมกายที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา นั้นท่านมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมขันธ์ คือขันธ์ทั้งก้อนเป็นธรรมล้วน ๆ บริสุทธิ์ล้วน ๆ คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา จึงได้ชื่อว่า ธรรมขันธ์

เพราะฉะนั้น ขอได้โปรดแยกออกให้ได้ ระหว่างขันธ์ ๕ กับธรรมขันธ์

ดังนั้น สรุปได้ว่า  ธรรมกายนี้เป็นของมีอยู่จริงในกลางตัวของพวกเรา เป็นของมีอยู่เก่าก่อน ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่วิธีการใหม่ ไม่ใช่นิกายใหม่

·       วิเคราะห์วิธีปฏิบัติ ๔๐ วิธี

ส่วนวิธีการปฏิบัติ ๔๐ วิธีนั้น ฟังให้ดีนะ ไม่ว่าจะเป็นกสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อาหาเรปฏิกูลสัญญา อนุสสติ ๑๐ ธาตุ ๔ หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

แต่ทีนี้ ทำไมบางท่านปฏิบัติวิธีอย่างนั้นแล้วจึงไม่พบพระธรรมกาย ก็ขอพูดซ้ำอีกทีว่า เพราะวางใจผิดที่

การปฏิบัตินั้น ถ้าเราเริ่มจากกสิณ เช่น สมมติว่า เราเริ่มจากกสิณน้ำ กำหนดน้ำเป็นอารมณ์ พอใจหยุดถูกส่วน ก็ได้ภาพน้ำนั้นติดอยู่ในใจเรา เป็นดวงกลมสว่าง ถ้าน้อมดวงสว่างนั้นมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เนื่องจากว่าธรรมกายนั้นอยู่ภายในนั้น

ดวงที่มาตั้งไว้ที่ฐานที่ ๗ นั้น จึงได้ชื่อปฐมมรรค แปลว่า หนทางเบื้องต้นที่จะเข้าถึงธรรมกายภายใน แต่ถ้าเอาดวงนั้นมาตั้งไว้ข้างหน้า คือหลับตาแล้วเห็นลอยอยู่ข้างหน้านั้น ธรรมกายไม่ได้เกิดขึ้นข้างหน้า เมื่อมาตั้งข้างหน้าจึงเป็นแค่กสิณ เป็นดวงสว่างเท่านั้นเอง

ทีนี้ ถ้าหากเราเริ่มต้นมาจากอสุภะ จากซากศพ เพ่งพิจารณาไป จะด้วยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ เพ่งเฉย ๆ หรือแยกแยะเป็นส่วน ๆ หรือจะใช้จินตมยปัญญา ความรู้จำที่ได้เรียนรู้มาจากตำรับตำราพิจารณา จะให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเป็นปฏิกูลอะไรก็แล้วแต่ เมื่อใจสงบ หยุดนิ่งเป็นสมาธิ ภาพอสุภะนั้นจะใสเป็นแก้ว แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นดวงสว่าง ดวงสว่างที่ลอยอยู่ข้างหน้า ถ้าอยู่ข้างหน้าก็เหมือนกับกสิณน้ำ เมื่อสักครู่นี้ที่หลวงพ่อยกเป็นตัวอย่าง ถ้าน้อมเอาเข้ามาไว้ที่ฐานที่ ๗ ก็เป็นปฐมมรรค คือ หนทางเบื้องต้นที่จะเข้าถึงธรรมกาย

อีกวิธี หากเราเริ่มมาจากลมหายใจเข้าออก ที่เราเรียกอานาปานสติ แปลว่า สติจับลมเข้ากับออกให้มันหยุดนิ่ง คือ จับให้อยู่ ลมมันเข้าแล้วมันก็ออก เข้า แล้วก็ออก ถ้าเราจับอยู่ได้ เราจะมีความรู้สึกลมมันนิ่งเหมือนไม่ได้หายใจ พอลมหยุด ใจก็หยุด พอใจหยุดดวงธรรมก็เกิด เป็นดวงสว่าง ใสเป็นแก้วทีเดียว อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน หรือยิ่งกว่านั้น

ถ้าหากว่า ลมมาหยุดที่ปากช่องจมูก ก็จะได้ดวงที่ตรงนั้น ถ้าหยุดอยู่ที่กลางทรวงอก ดวงก็อยู่ที่กลางทรวงอก ถ้าอยู่ลึกลงไปอีก ที่สุดของลมหายใจ ดวงก็จะอยู่ที่สุดของลมหายใจคือฐานที่ ๗

ถ้าหยุดดวงอยู่ข้างนอกที่ปากช่องจมูก แล้วตั้งเอาไว้อยู่อย่างนั้นเฉย ๆ เราก็จะไม่พบธรรมกาย ถ้าเอาดวงมาหยุดอยู่ในกลางทรวงอก อยู่เฉย ๆ อย่างนั้น มีแต่ความสุข มีความเบิกบาน มีสติ มีปัญญาอยู่ตรงนั้น และหยุดอยู่เฉย ๆ ก็ไม่พบธรรมกายอีกเหมือนกัน ต้องไปที่สุดลมหายใจคือ ตรงฐานที่ ๗ ตรงที่ลมหยุด

พอลมหยุด ใจก็หยุด เป็นดวงสว่าง และถ้าเข้ากลางดวงนั้นไป ก็จะพบธรรมกาย เพราะฉะนั้นที่ปฏิบัติแล้วไม่พบธรรมกาย ก็เพราะว่าวางผิดที่ คงพอเข้าใจกันนะ เป็นเพราะว่าวางผิดที่

ทีนี้ถ้าเราเริ่มมาจากอนุสสติ ๑๐ อย่าง เช่น เราระลึกนึกถึงคุณของพระรัตนตรัย คุณของพระพุทธเจ้าก่อน พอระลึกนึกถึงคุณท่าน ตั้งแต่พุทธประวัติของท่านเรื่อยมาเลย จิตใจเกิดความเบิกบานชุ่มชื่น มีความสุขภายใน ปล่อยวางอารมณ์ภายนอก พอปล่อยวางอารมณ์ภายนอก ใจก็หยุด

พอใจหยุด แสงสว่างก็เกิด ถูกส่วนเข้าก็รวมเป็นดวง อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน หรือยิ่งกว่านั้น

ถ้าหยุดอยู่ข้างนอก ก็ในทำนองเดียวกันกับอานาปานสติ ที่เรากำหนดอยู่ข้างนอกก็ไม่พบธรรมกาย ถ้าหยุดอยู่ในกลางทรวงอก ก็ไม่พบธรรมกาย ต้องน้อมเอาดวงนั้นมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงฐานที่ ๗  จึงจะเข้าถึงพระธรรมกายได้

·       พระคุณของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

หลวงพ่อวัดปากน้ำทราบอย่างนี้ใน ๔๐ วิธี เพราะท่านทำผ่านมาหมดแล้ว ท่านจึงศึกษาต่อไปก็พบว่า ทางเดินของใจที่จะเข้าถึงฐานที่ ๗ นั้น มีอยู่ทั้งหมด ๗ ฐาน

ฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก
ฐานที่ ๒ อยู่ที่หัวตา หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา
ฐานที่ ๓ อยู่ที่กลางกั๊กศีรษะ
ฐานที่ ๔ ที่เพดานปาก ตรงช่องปากอาหารสำลัก
ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก
ฐานที่ ๖ อยู่ในระดับเดียวกับสะดือ ในกลางท้อง ถ้าเราขึงเส้นเชือกจากสะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย ตรงจุดตัดของเส้นเชือกทั้งสอง เรียกว่า ฐานที่ ๖

เหนือจุดตัดนั้นขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
ทั้ง ๗ ฐานนี้ คือ ทางเดินของใจ เป็นทางไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลก ของทุก ๆ คน ไปเกิดมาเกิดต้องเข้าตามฐานนี้ เวลามาเกิดเข้าทางปากช่องจมูก แล้วก็มาหยุดอยู่ที่ฐานที่ ๗ เวลาไปเกิดก็ออกจากฐานที่ ๗  จนกระทั่งไปถึงฐานที่ ๑

เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน เมื่อหลวงปู่ท่านทราบว่า มีอยู่ ๓ ประเภท ๔๐ วิธี คือ จิตอยู่ข้างนอก ได้ดวงข้างนอก จิตเข้าข้างใน ได้ดวงข้างใน จิตเข้าตรงกลาง ได้ดวงตรงกลาง ท่านจึงสอนตั้งแต่เบื้องต้นให้กำหนดดวงแก้วเป็นบริกรรมนิมิต

ที่ให้กำหนดดวงแก้ว
เพราะว่าจะปฏิบัติวิธีไหนก็ตาม
พอใจหยุดแล้วต้องได้ดวงสว่าง

ท่านให้เอาดวงสว่างมาจ่อไว้ที่ปากช่องจมูก ให้จรดอยู่ที่ตรงนั้น เพราะว่าบางคนกำหนดลมหายใจเข้าออก แล้วไปหยุดอยู่ที่ตรงนั้นแหละ มันเห็นตรงนั้น ท่านก็ให้น้อมเข้าไป สูดตามลมเข้าไป

แล้วเลื่อนไปที่ฐานที่ ๒ สำหรับบางท่านปฏิบัติแล้ว ดวงสว่างมันเกิดขึ้นที่หน้าผาก ท่านก็ให้น้อมต่อเข้าไปอีกถึงกลางกั๊กศีรษะ พอไปถึงกลางศีรษะ บางท่านปฏิบัติแล้วได้ดวงสว่างที่กลางกะโหลกศีรษะ ท่านก็ให้ดึงน้อมต่อลงมาอีก มาที่ฐานที่ ๔ บางท่านปฏิบัติแล้วอยู่ที่ฐานที่ ๔ ท่านก็ให้ดึงต่อมาอีก น้อมมาอยู่ที่ฐานที่ ๕ ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก ท่านให้ดึงต่อมาอีก ดึงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงฐานที่ ๗ ตำแหน่งเดียวเท่านั้น ที่ตั้งเดียวเท่านั้นในโลกนี้ ที่จะเข้าถึงศูนย์กลาง เข้าถึงพระธรรมกายได้

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย ขอได้โปรดทำความเข้าใจว่า วิธีที่ท่านปฏิบัตินี้ถูกต้องแล้ว พระพุทธศาสนาเริ่มต้นจากพระธรรมกายนี้เป็นต้นไป

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสละราชสมบัติ แสวงหาหนทางพระนิพพาน พระองค์ทรงพบกับครูบาอาจารย์ ๖ ท่าน  ๖ ท่านนั้นปฏิบัติไปแล้ว ได้ดวงข้างนอกก็มี ได้ดวงภายในก็มี ได้กายภายในก็มี แต่กายภายในไปสิ้นสุดที่กายอรูปพรหม กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม อรูปพรหม ไปสุดอยู่ที่นั่น สุดอรูปพรหม เรียกว่า ได้สมาบัติ ๘

ครูของท่านสอนให้มาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ อาฬารดาบส กับอุทกดาบส มาได้ถึงกายอรูปพรหม แต่ว่าอ่อนแก่กว่ากัน  พระองค์เห็นว่ายังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์  จึงได้สละจากครูทั้งหก  แล้วก็ค้นคว้าด้วยตัวเองสืบมา  ด้วยการทรมานตน  ทรมานก็ลำบากไปเปล่า ๆ ก็ไม่ได้ผล  ด้วยวิธีที่เอาใจพัวพันอยู่กับทางโลกก็ไม่ได้ผล  เพราะพระองค์ก็ผ่านมาหมดแล้ว  ในที่สุดก็วางเป็นกลาง ๆ  เอาใจเป็นกลาง ๆ หยุดอยู่ภายใน ผ่านวิธีการต่าง ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ พอทะลุกายอรูปพรหมก็ถึงกายธรรม

กายธรรมในเบื้องต้นนั้นเรียกว่า โคตรภู เมื่อเข้าถึงโคตรภู  จึงเปลี่ยนแปลงจากปุถุชนเป็นโคตรภูบุคคล โคตรภูบุคคลเป็นบุคคลที่อยู่กึ่งกลางระหว่างปุถุชนกับพระอริยเจ้า 

อย่างพวกเราทั้งหลายที่ปฏิบัติ บางท่านเข้าถึงโคตรภู ก็หมายถึงว่า ขาข้างหนึ่งก้าวไปสู่ภูมิของพระอริยะ อีกข้างหนึ่งอยู่ในภูมิของปุถุชน  เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างภูมิทั้งสอง  ถ้าประมาท โคตรภูนั้นก็ดับได้ เสื่อมมาอยู่ในภูมิของปุถุชน ถ้าไม่ประมาทก็ก้าวต่อไปได้ถึงภูมิของพระอริยเจ้า แล้วในที่สุดท่านก็ดำเนินจิตไปเรื่อย จนกระทั่งเข้าถึงกายอรหัต เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กายที่สุดที่อยู่ภายในของพระองค์ท่าน

เพราะฉะนั้น พระธรรมกายนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะต้องเข้าถึงพระธรรมกายนี้แหละเป็นเบื้องต้น จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนร้อยเปอร์เซ็นต์ 

·       อุบาสก อุบาสิกา

คำว่า อุบาสก หรืออุบาสิกา แปลว่า ผู้เข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย  หมายถึงว่า ผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ผู้ที่ได้เข้าถึงพระรัตนตรัย

เมื่อตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์โปรดพระเจ้าพิมพิสารกับบริวาร ๑๒ ส่วน

๑๑ ส่วนได้ถึงภูมิของพระอริยเจ้า ๑ ส่วนเข้าถึงไตรสรณาคมน์
๑ ส่วน ที่เข้าถึงไตรสรณาคมน์ หมายถึง ผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายเบื้องต้น คือธรรมกายโคตรภูนั่นเอง

เข้าถึง...ไตรสรณาคมน์

ไตร แปลว่า สาม
สรณะ แปลว่า ที่พึ่ง ที่ระลึก
คมน์ (คมนะ) แปลว่า เข้าถึง แล่นไปถึง 

ได้เข้าถึง ถึงรัตนตรัย รัตนะทั้งสามภายใน มีธรรมกายปรากฏอยู่ คือ ธรรมกายโคตรภูนั่นเอง หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วา นิดหน่อย คือ ไม่ถึง ๕ วา แล้วก็หย่อนลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เล็กนิดเดียวกระทั่งเกือบ ๕ วา เรียกว่า โคตรภู เพราะฉะนั้นถึงอันนี้ได้ก็เป็นโคตรภูบุคคล ถ้ามั่นคง ถ้ายังไม่มั่นคงก็ได้แค่ได้ ยังไม่เป็น

ดังนั้น บริวาร ๑ ส่วนของพระเจ้าพิมพิสาร ที่ถึงไตรสรณาคมน์นั้น หมายถึงว่าเข้าถึง ได้ไปพบไปเห็นว่าพระธรรมกายมีจริงอยู่ภายใน พระรัตนตรัยอยู่ภายใน เมื่อเข้าถึงได้ก็มีความสุข มีความเบิกบาน สดชื่นอยู่ภายใน เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจะต้องพยายามให้เข้าถึงพระธรรมกายนี้ให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธที่สมบูรณ์

คุณครูไม่ใหญ่

๒๙ ธันวาคม พ.. ๒๕๒๘
26

นรกสวรรค์มีจริง...พิสูจน์ได้



เรื่องนรกสวรรค์  อย่าเข้าใจเพียงว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ไปรู้ไปเห็นมาด้วยญาณทัสนะอันบริสุทธิ์ที่ปราศจากอาสวกิเลส  ไปเห็นแล้วอาศัยมหากรุณาสงสารสรรพสัตว์ทั้งหลาย  จึงนำมาอบรมสั่งสอน  ไม่ใช่ต้องการให้มารักเคารพท่าน  เพราะพระองค์หมดกิเลสไปนิพพานแล้ว
ชีวิตตัดสินกันที่บุญและบาป  ก่อนเดินทางไปสู่ปรโลกว่า ใจใสหรือใจหมอง
ถ้าใจใสก็ไปสุคติ ใจหมองก็ไปทุคติ 
ปรโลกมีคติ ๒ ทาง คือ สุคติกับทุคติ คติทั้งสองนั้นยาวนานนัก 
สุคติ สุขก็สุขนาน  ทุคติ ทุกข์ก็ทุกข์นา
ชีวิตหลังความตาย ไม่มีการทำมาหากิน เป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาปที่ตัวได้กระทำตอนเป็นมนุษย์  
ชีวิตในสังสารวัฏมีแต่ความทุกข์ ทุกข์น้อย ทุกข์ปานกลาง ทุกข์มาก ความสุขไม่มีเลย  เราทุกข์จนชาชิน  เมื่อเจอความทุกข์ที่ลดลง ก็เข้าใจว่านี่คือความสุข  แต่แท้จริงคือความทุกข์ที่ลดลงเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ชีวิตในสังสารวัฏจึงน่าเบื่อหน่าย เหมือนกองเพลิงที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา จะต้องให้พ้นจากสังสารวัฏให้ได้  แล้วไปสู่อายตนนิพพานซึ่งเป็นบรมสุขและเป็นเอกันตบรมสุข สุขอย่างยิ่งสุขอย่างเดียวไม่มีทุกข์เจือเลย
เพราะเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงได้นำความรู้มาสั่งสอนให้ชาวโลกได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต  เราจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง  ไม่ผิดพลาด
เรื่องนรกสวรรค์  ผู้ที่เขามีรู้มีญาณ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวและได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย  ในสมัยพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เขาทำกันได้มากมาย ไปมาหาสู่กันเป็นปกติ  แล้วท่านสอนได้ด้วย  เป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ของเก่านำมาเป่าฝุ่นใหม่  เพราะฉะนั้นนรกสวรรค์จึงเป็นสิ่งที่มีจริง  แล้วสามารถพิสูจน์ได้ด้วยพุทธวิธี
จะไปเอากล้องส่องดวงดาวไปส่อง แล้วบอกว่าเห็นดวงดาว แต่ไม่เห็นนรกสวรรค์ เลยสรุปว่า ไม่มี มันไม่ถูกนะ  มันคนละเรื่อง  ต้องใช้เลนส์ใจส่องดู หรือสรุปว่า พิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่ถูก ที่จริงยังไม่ได้พิสูจน์  ถ้าได้พิสูจน์ ก็พิสูจน์ได้ 
อุปกรณ์ที่จะไปศึกษา คือ พระธรรมกาย ซึ่งอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน
ต้องเข้าถึงพระธรรมกายภายใน แล้วมาศึกษาวิชชาธรรมกาย  ทำตรงนี้ได้  การไปนรกสวรรค์ก็อยู่ในวิสัย 
เพราะฉะนั้น ใครที่ยังไม่ได้พิสูจน์  หรือได้พิสูจน์แต่ทำไม่ถูกหลักวิชชา  และพิสูจน์ยังไม่ได้  อย่าเพิ่งสรุปว่า  ตนเองทำไม่ได้ แล้วคนอื่นจะต้องทำไม่ได้  หรือสิ่งที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกไม่จริง  อย่าเพิ่งสรุปอย่างนั้น  มันบาป  ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา  เพราะคนที่เขาทำได้จริงมีอยู่  นี่เป็นสิ่งที่ทำให้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนักแน่นยิ่งขึ้น เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่บังเกิดขึ้น

คุณครูไม่ใหญ่


11

วิชชาธรรมกาย


เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระเทพญาณมหามุนี วันอาทิตย์ที่  ๒  กันยายน  พ.. ๒๕๔๔




คำว่าวิชชาธรรมกายประกอบไปด้วย  ๒ คำ คือ คำว่า  “วิชชา”  กับคำว่า  “ธรรมกายคำว่าวิชชา”  แตกต่างจากคำว่า  “วิชา”  ในทางโลกที่เราได้เคยศึกษาเล่าเรียนกัน

วิชาทางโลกนั้นเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นใน ๒ ระดับ คือ ระดับสุตมยปัญญากับจินตามยปัญญา

สุตมยปัญญา คือ ความรอบรู้ที่เกิดจากการได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้ศึกษาเล่าเรียนมา เป็นการรู้จำ คือ จำในสิ่งที่ผู้รู้ไม่ว่าจะมีความรู้สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ก็ตามได้บันทึกเรื่องราวสิ่งที่รู้เห็นเอาไว้เป็นวิทยาทานให้ได้ศึกษากันสืบต่อมา

จินตามยปัญญา  คือ  ความรู้ที่เกิดจากการนำมาคิดพิจารณาหาเหตุผลแบบนักคิดทั่วไป ความคิดบางครั้งถูกบ้างผิดบ้าง นี่เป็นปัญญาใน ๒ ระดับ  แต่ปัญญาในพระพุทธศาสนามี ๓ ระดับ

ระดับที่ ๓ คือ ภาวนามยปัญญา  เป็นปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝนลงมือปฏิบัติแล้ว                  ในระดับที่อยู่นอกเหนือเหตุผลธรรมดา เราจะอาศัยเหตุผลธรรมดามาใช้ไม่ได้เลย  เพราะภาวนามยปัญญาเป็นความรู้ที่เกิดจากการเห็นแจ้ง คือ จิตต้องเกิดดวงสว่างขึ้นมา และความสว่างนั้นนำไปสู่จักษุ ธรรมจักษุเกิดขึ้นหรือญาณทัสสนะเกิดขึ้น สว่างแล้วจึงเห็น เห็นแล้วจึงรู้

เพราะฉะนั้น  วิชชา”  จึงหมายถึง  ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง ความเห็นที่เกิดจากจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายแล้ว เกิดปัญญาบริสุทธิ์  รู้เห็นไปตามความเป็นจริง รู้ทั่วถึง รู้พร้อม แล้วก็รู้ไปสู่เป้าหมาย  ถ้าเราศึกษาคงเคยได้ยินคำว่า  อภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ คือรู้ได้ทั่วถึง  รู้พร้อม รู้ไปตามความเป็นจริงและถูกต้อง

เหมือนของที่อยู่ในที่มืดดึงมาอยู่กลางแจ้งเราก็จะเห็นชัดเจน เช่น  เชือกเปียกน้ำ ถ้าอยู่ในที่มืด ๆ บางทีเราอาจจะคิดว่า  เป็นงู  หรือเป็นตัวอะไรที่มันยาว ๆ หรืออาจจะเป็นเชือก  ต้องใช้สมมติฐานด้นเดาถูกบ้างผิดบ้าง  แต่ว่าเมื่อลากมาอยู่กลางแจ้งก็รู้ชัดว่า  นี่แค่เชือกเปียกน้ำเท่านั้น

คำว่าธรรมกาย”  ในพจนานุกรม  แปลว่า หมวดหมู่แห่งธรรม เขาแปลได้แค่นั้น  คือ ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์รวมประชุมกันเรียกว่า  หมวดหมู่แห่งธรรม

มีนักศึกษาชาวตะวันตกสองสามีภรรยาเขาได้ค้นคว้ารวบรวมความหมายของคำว่า ธรรม  ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกได้ ๕๐ กว่าความหมาย  มีความหมายหนึ่งที่น่าสนใจ เขาบอกว่า  ธรรม  มีลักษณะเป็นดวงกลม ๆ  ใส ๆ สว่าง ๆ และมีตัวตน เพราะฉะนั้น  “ธรรมกายคือ กายที่ประกอบไปด้วยธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมประชุมเกิดเป็นก้อนกาย เป็นกายที่มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ

เพราะฉะนั้น วิชชาธรรมกาย”  ก็คือความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งด้วยธรรมจักขุ แล้วก็รู้ได้ด้วยญาณทัสสนะของธรรมกายนั่นเอง นี่เป็นเรื่องสำคัญ

วิชชาธรรมกายเกิดขึ้นได้ด้วยธรรมกาย  เป็นที่ประชุมรวมอยู่ตรงนั้น มีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน มีมาดั้งเดิมตั้งแต่ดึกดำบรรพ์โน้น เริ่มต้นเมื่อไรไม่มีใครทราบ

การที่เราเคารพกราบไหว้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะพระองค์ทรงบรรลุวิชชาธรรมกายก่อน  แล้วก็ได้ทรงนำมาเปิดเผยกระทั่งมีผู้ตรัสรู้ตามพระองค์  เป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมมากมาย แต่หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว  ๕๐๐ ปี  ความรู้ยิ่งนี้ก็หายไปคงเหลือไว้แต่ชื่อ  คือ คำว่าธรรมกาย”  ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนาในนิกายต่าง ๆ ทั้งวัชรยาน มหายาน และเถรวาท  แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า  ธรรมกายนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร

จนกระทั่งเมื่อ ๘๔ ปีที่แล้ว  พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้สละชีวิตปฏิบัติธรรมกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย    วัดโบสถ์บน  บางูเวียงนนทบุรี ความลับนี้จึงได้เปิดเผยออกมาสู่ชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง  

หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ท่านบวชเมื่ออายุ ๒๒ ปี บวชได้หนึ่งวัน  รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งก็ปฏิบัติธรรมแล้วก็ศึกษาทางด้านปริยัติ ศึกษาหมดทุกสำนักแต่ว่าไม่ได้สอบเป็นมหาเปรียญ รู้ว่าสำนักไหนมีครูดี  ชำนาญในพระไตรปิฎกท่านก็จะไปศึกษาทุกหนทุกแห่ง ศึกษาด้วยตัวเองด้วย จากครูบาอาจารย์ตามสำนักต่าง ๆ ด้วย

แล้วในที่สุดท่านก็สรุปว่า  ความรู้จะสมบูรณ์ได้จะต้องประกอบไปด้วย ๓ ป. คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ปริยัติก็คือการศึกษาด้านทฤษฎีต้องอ่านต้องศึกษา  ท่านอ่านหมดในพระไตรปิฎก  แล้วก็ปฏิบัติด้วยตนเองเรื่อยมา ไม่ว่างเว้นในการปฏิบัติเลยแม้แต่วันเดียว รู้ข่าวคราวว่าครูไหนสำนักไหนมีการปฏิบัติ ก็ยอมตนเข้าไปเป็นศิษย์ไปศึกษา ได้เข้าถึงที่สุดแห่งความรู้ของครูบาอาจารย์ ซึ่งได้แค่ดวงสว่างปรากฏอยู่แล้วครูก็ชวนท่านช่วยกันสั่งสอนศิษย์เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ของท่าน

แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมีความคิดว่า  ความรู้แค่นี้เหมือนหางอึ่งนิดเดียว จะไปเป็นครูเขาได้อย่างไร ท่านก็กราบลามาด้วยความเคารพ  แล้วก็แวะเวียนไปศึกษาวิธีการต่าง ๆ ที่มีปรากฏอยู่ในวิสุทธิมรรค ๔๐ วิธีก็ศึกษากันมาทั่วหมดทุกสำนัก

แต่ก็ยังไม่จุใจเพราะท่านมีความรู้สึกว่า  ยังไม่ถึงจุดของความรู้ตามที่ได้ศึกษาภาคปริยัติมา ในที่สุด  หลังจากที่ศึกษาทั้งทฤษฎีและปฏิบัติตามสำนักต่าง ๆ มาจนย่างเข้าพรรษาที่ ๑๑ ของการบวช  ในกลางพรรษาขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐   ท่านก็ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า วันนี้เป็นไงเป็นกัน ถ้าหากว่าไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุจะไม่ลุกจากที่ จะนั่งปล่อยชีวิตอย่างนี้เรื่อยไป แม้เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่รู้ไม่เห็นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ตายเถอะ นี่เป็นความอัศจรรย์ของภิกษุหนุ่มวัย ๓๓ ปีซึ่งยังไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเลยเกี่ยวกับหนทางไปนิพพาน  ได้ศึกษาแต่พระปริยัติ

แล้วในที่สุดวันนั้นตามประวัติที่ท่านได้บันทึกเอาไว้  ท่านได้ทำความเพียรที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ปัจจุบันนี้ในโบสถ์นั้นก็ยังมีพระพุทธรูปองค์ดั้งเดิมอยู่  ที่นั่งก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ราบเรียบ ท่านก็เลือกเอามุมหนึ่งเป็นสถานที่นั่งสมาธิตัดสินใจยอมสละแม้ชีวิต เอานิ้วจุ่มน้ำมันก๊าดเพื่อจะขีดวงกันมดที่ไต่ตามช่องแตกของพื้นหินไม่ให้มารบกวน แต่ขีดไปได้ครึ่งหนึ่งท่านก็นึกละอายใจว่า  สละชีวิตแล้วยังมากลัวมดอีกจึงตัดสินใจหลับตาปล่อยชีวิตไปเลย ท่านบอกว่า  ค่อนคืนทีเดียวจึงได้บรรลุถึงธรรมกาย บรรลุถึงธรรมกายแล้วท่านก็บอก  โอ้! มันยากอย่างนี้นี่เอง มันต้องดับก่อนแล้วจึงเกิด คือใจต้องหยุดต้องนิ่งเสียก่อน ถูกส่วนถึงจะเห็นไปตามลำดับ เห็นไปได้ ๕ กายจนกระทั่งถึงกายธรรม พอถึงกายธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเข้าก็รู้ว่านี่แหละ  คือ  กายธรรม เป็นกายตรัสรู้ธรรมอยู่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ท่านตรวจตราดูทบทวนดูอย่างดีทีเดียว  จนกระทั่งมั่นใจว่า  นี่ถูกทางพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็ทบทวนทำความเพียรไปทั้งคืน  จนกระทั่งติดอยู่ในกลางท่าน  แล้วต่อมาท่านก็เห็นในญาณทัสสนะว่า  จะมีผู้บรรลุธรรมกายตามท่านอยู่ที่วัดบางปลา อำเภอบางเลน  จังหวัดนครปฐม

ภายในพรรษานั้น  ท่านก็ทบทวนแล้วก็ศึกษาวิชชาธรรมกายด้วยธรรมกายภายในกลางกายเรื่อยไป  ในที่สุดออกพรรษาแล้วก็ได้ไปที่วัดบางปลา  มีผู้บรรลุธรรมตามท่าน เป็นพระภิกษุ    รูป  ฆราวาส    ท่าน  ตามที่ท่านได้เห็นในญาณทัสสนะ  แล้วก็เริ่มเผยแผ่ธรรมเรื่อยมาจนกระทั่งได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

เพราะฉะนั้นการที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ได้ค้นพบวิชชาธรรมกาย”  ทำให้พวกเราทั้งหลายรู้จัก ธรรมกาย”  ว่ามีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน  เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด  และเป็นเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์  ที่ต่างเกิดมาก็เพื่อแสวงหาธรรมกาย  เพราะฉะนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  จึงเป็นบุคคลสำคัญที่มีพระคุณต่อชาวโลกและเป็นบุคคลที่ควรแก่การเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง



0

Facebook