วิธีปฏิบัติ ให้เข้าถึงประสบการณ์ภายใน



วิธีปฏิบัติ
ให้เข้าถึงประสบการณ์ภายใน
ง่าย..แต่..ลึก 1

ต่อจากนี้ไปให้ลูกทุกคนหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตา
เบา ๆ พอสบาย ๆ คล้ายกับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา
อย่ากดลูกนัยน์ตานะ

ให้หลับตาเหมือนเราปรือ ๆ ตานิดหน่อย หลับตาสักค่อนลูก
ในระดับที่เรารู้สึกว่าสบาย และก็ผ่อนคลายไปทั้งเนื้อทั้งตัว
ต้องปรับการหลับตานี้ให้ถูกต้องนะ สำคัญมาก
แล้วก็ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายของเราทั้งเนื้อ
ทั้งตัว ตั้งแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้า ศีรษะ ลำคอ บ่า ไหล่ แขนทั้งสอง
ถึงปลายนิ้วมือ ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณลำตัว ขาทั้งสองถึง
ปลายนิ้วเท้า ขยับเนื้อขยับตัวของเรา ปรับท่านั่งให้ถูกส่วน กะคะเน
ว่าเลือดลมในตัวของเราเดินได้สะดวก จะได้ไม่ปวดไม่เมื่อยกัน

แล้วก็ตรวจตราดูว่า เราผ่อนคลายทั้งเนื้อทั้งตัวจริง
ไหม หลับตาถูกต้องตามหลักวิชชาไหม ต้องเบา ๆ ต้อง
ผ่อนคลาย และทำใจให้ใส ๆ เยือกเย็น ให้ใจเราบริสุทธิ์
ไม่ผูกพันกับคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง
สรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ผูกพัน

ให้ปล่อยวาง ทิ้งทุกอย่างปล่อยวางทุกสิ่ง เพราะ
ว่าสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นแค่เครื่องอาศัย
พึ่งพาซึ่งกันและกันชั่วครั้งชั่วคราว และทุกสิ่งล้วน
ไปสู่จุดสลาย ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ แม้กระทั่งโลกใบ
นี้ สักวันหนึ่งก็ต้องพินาศไปด้วยไฟบรรลัยกัลป์บ้าง
นํ้าบรรลัยกัลป์บ้าง ลมบรรลัยกัลป์บ้าง เป็นต้น

ก็ในเมื่อโลกนี้ยังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วไปสู่จุดสลาย กายมนุษย์
หยาบของเรา เมื่อเกิดอยู่บนโลกใบนี้ทำไมจะไม่ตกอยู่ในสภาพ
เช่นนั้น ก็มีสภาพเช่นเดียวกันคือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลาย
ตั้งแต่เราออกจากครรภ์มารดาเรื่อยมาเลยจนกระทั่งบัดนี้ ล้วนไปสู่
จุดสลายทั้งสิ้น ทั้งที่ชัดเจนและไม่ชัดเจน

เพราะฉะนั้นแม้ร่างกายเราก็เป็นแค่เครื่องอาศัยชั่วครั้งชั่วคราว
เพียงเพื่อจะได้เป็นทางผ่านของใจให้กลับไปสู่ที่ตั้งดั้งเดิม ในตำแหน่ง
เดียวกันกับผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งในธรรมทั้งปวง คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่
เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ

ให้ลูกทุกคนรวมใจกลับเข้าไปสู่ภายในอย่างละมุนละไม เหมือน
ขนนกที่ลอยไปในอากาศ แล้วค่อย ๆ บรรจงตกลงมาสัมผัสบนผิวนํ้า
อย่างอ่อนโยน โดยไม่ทำให้นํ้ากระเพื่อม ใจของเราก็ต้องค่อย ๆ วาง
เบา ๆ ให้นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ ให้ใจใส ๆ ใจเย็น ๆ อย่างนี้เรื่อยไป

วิธีสังเกตว่าทำถูกหลักวิชชาไหม
ถ้าเราทำถูกวิธี ก็จะมีรางวัลเกิดขึ้นให้แก่ตัวเราคือ ร่างกายจะ
ผ่อนคลาย รู้สึกสบาย ใจก็รู้สึกสบาย ๆ แม้จะยังไม่เห็นอะไร แต่เราก็รู้สึก
พึงพอใจกับความรู้สึกเช่นนี้ จะรู้สึกโล่ง ๆ โปร่ง ๆ กลวง ๆ สบาย ๆ
นี่คือรางวัลเบื้องต้นสำหรับตัวเราที่ทำถูกหลักวิชชา*

พอได้อารมณ์อย่างนี้ สภาวธรรมอย่างนี้ ที่สบายทั้งร่างกายและ
จิตใจ ตอนนี้ต้องทำใจเย็น ๆ ให้รักษาความนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ สบายกาย
สบายใจต่อไปอีก

ความพึงพอใจอย่างนี้แหละคือรางวัลของชีวิตเรา ที่จะต่อไปยัง
รางวัลถัดไป คือกายก็ยิ่งสบายขึ้น ใจก็ยิ่งสบายเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นใน
ระดับที่ร่างกายของเราค่อย ๆ โล่งโปร่งเบาสบาย ขยาย หรือกลืน
หายไปกับบรรยากาศ คล้าย ๆ กับเราไม่มีร่างกาย ไม่มีตัวตน
เหมือนเป็นอากาศธาตุที่ละเอียดอ่อน และมีกระแสแห่งความสุขและ
ความบริสุทธิ์อย่างอ่อน ๆ เข้ามาแทนที่ ซึ่งก็จะเพิ่มความสบาย
ของกายและใจมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
-------------------------
* วิชชา คือ ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งด้วยธรรมจักขุ จนสามารถกำจัดอวิชชาคือความ
ไม่รู้ได้


ใจของเราก็จะเริ่มนิ่ง นุ่ม ไม่ซัดส่ายไปคิดในเรื่องต่างๆ ที่เรา
คุ้นเคย และเราชอบความรู้สึกอย่างนี้ที่นิ่ง ๆ นุ่ม ๆ โดยปราศจาก
ความคิดใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเราไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน คือสภาวะของใจ
ที่ปลอดความคิดอย่างนั้นมันให้ความบันเทิงใจ ความพึงพอใจ มากกว่า
ใจที่ใช้ความคิด ให้ใจเย็น ๆ ต่อไปอีก รักษาสภาวะใจนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ
อย่างละเอียดอ่อนของเราอย่างนั้นต่อไปอีก ถ้าทำได้ก็จะมีรางวัล
เกิดขึ้นเพิ่มมาอีก ความรู้สึกฟ่องเบาของเราจะเพิ่มขึ้น จนเข้าใจ
คำว่า “กายเบา” “ใจเบา” ละเอียดนุ่มนวลเพิ่มมากขึ้น จนถึงจุดที่ใจ
อยากจะนิ่งอย่างนั้นอย่างเดียวไปนาน ๆ จนไม่จำกัดกาลเวลา

การนิ่งที่เพิ่มขึ้นนั้น ก็จะทำให้ใจเปลี่ยนสภาวะจากนิ่งหลวม ๆ
ที่เดี๋ยวนิ่ง เดี๋ยวหลุด กลายเป็นนิ่งที่ค่อย ๆ แน่นขึ้น และก็นิ่งแน่น
ขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นนิ่งแน่นที่ไม่อึดอัด ไม่คับแคบ นิ่งแน่นที่กว้างขวาง
และใจก็นุ่มนวลเพิ่มขึ้น เราจะเข้าใจคำว่า “นุ่มนวล” มากกว่าที่เราเคย
เข้าใจแค่เพียงที่เราได้ยินได้ฟังหรือได้อ่านมา มันเป็นประสบการณ์
ภายในของคำว่า “นิ่งแน่นและนุ่มนวล”

เมื่อรักษาสภาวะใจนี้ต่อไป แสงสว่างส่องทางชีวิตใหม่ก็จะ
เกิดขึ้น เป็นชีวิตที่แตกต่างจากชีวิตเก่าที่เหมือนกับคนยังนอนหลับ
อยู่ หรือคนที่อยู่ในโลกมายา แต่เป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตใหม่ เป็น
ชีวิตของท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เป็นแสงสว่างภายในที่ให้ความ
พึงพอใจมากกว่าแสงสว่างภายนอก

เป็นความอัศจรรย์ทีเดียวที่เราหลับตาแล้วไม่มืด เริ่มจาก
สว่างคล้ายฟ้าสางตอนตี ๕ ในฤดูร้อน และสว่างขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเรา
ยังคงรักษาใจของเรานิ่ง ๆ นุ่ม ๆ นาน ๆ อย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยไม่

คำนึงถึงเรื่องอะไรเลย จากฟ้าสาง ๆ ก็จะสว่างเพิ่มขึ้น เหมือนรุ่งอรุณ
แห่งชีวิตใหม่ ที่แสงเงินแสงทองในยามอรุโณทัยของดวงอาทิตย์
ส่องสว่างมาบนโลกใบนี้

แต่นี่เป็นแสงสว่างแห่งธรรมภายใน เป็นดวงตะวันภายในที่ใสเย็น
ซึ่งมีอยู่แล้วภายใน แต่ถูกบดบังด้วยนิวรณ์ทั้ง ๕ คือสิ่งที่เราไปหมกมุ่น
อยู่ในเรื่องกามฉันทะ พยาบาท อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นต้น

เราก็จะค่อย ๆ เห็นไปตามลำดับ แม้เห็นแล้วก็ตามก็ต้อง
รักษาใจให้นิ่งแน่นและนุ่มนวลอย่างเดิม เหมือนดูดวงอาทิตย์ขึ้นจาก
ขอบฟ้าในยามเช้า อย่าไปตื่นเต้น เพราะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของ
ผู้ที่มีใจหยุดนิ่งภายใน ดวงตะวันภายในหรือดวงธรรมภายในก็จะ
ปรากฏเกิดขึ้น เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ขยันและทำถูกหลักวิชชา

เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี้นะ ให้ลูกทุกคนฝึกวางใจให้เป็น
อย่างนี้ก่อน ให้ใจนิ่ง ๆ นุ่ม ๆ เบา ๆ สบาย ๆ ให้ใจใส ๆ ใจเย็น ๆ
อย่างนี้ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบ ๆ นะ

อาทิตย์ที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔


    หากชีวิตว่างเว้นกายธรรม
มีอยู่ก็มืดดำหม่นไหม้
เหมือนชีพถูกจองจำด้วยโซ่
เกิดแก่ตายเปล่าไซร้ โอ่ โอ้ เสียดาย
"ตะวันธรรม"

0

บุญคือทุกสิ่ง



บุญคือทุกสิ่ง

"ให้ผลเกินควรเกินคาด
ต้องหมั่นทำบุญบ่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ
ทำด้วยใจที่ผ่องใส
ทั้งก่อนทำ กำลังทำ หลังจากทำ
ทำแล้วต้องปลื้ม"



คลิกเข้าชม https://www.youtube.com/channel/UCd-9xpeUbjdBZIam_1-dPmg
0

เคล็ดลับความสุขความสำเร็จในชีวิต


บุญที่เราทำในวันนี้จะติดไปในภพเบื้องหน้า ติดไปหลายชาติทีเดียว ให้เราได้สมบูรณ์ไปด้วยสมบัติทั้งสาม มนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ แล้วก็นิพพานสมบัติ
ถ้าเป็นมนุษย์สมบัติ ก็สมบูรณ์ไปด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ เป็นต้น
ติดไปเลยหลายภพหลายชาติ เหมือนเสาไฟฟ้าข้างถนน พอเราสับสวิตช์ไฟ ไฟฟ้าก็สว่างพรึ่บไปหมดเลย บุญก็จะตามส่งผลไปอย่างนั้นแหละ ส่งกันต่อ ๆ ไป แต่ถ้าไม่ทำบุญใหม่เพิ่ม ก็มีวันหมดสิ้นไปได้
เหมือนเราประสบความสำเร็จในปัจจุบันนี้ ก็อาศัยบุญเก่าที่เราได้สั่งสมมา ทำให้เราสมบูรณ์ไปด้วยสมบัติทั้งสาม รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ บริวารสมบัติ เป็นต้น แต่ถ้าหากว่าไม่ทำบุญใหม่ในชาตินี้ จะเอาบุญเก่ามาต่อบุญใหม่ เป็นบุญต่อบุญ สมบัติต่อสมบัติ ก็มีวันหมดสิ้นไปได้ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าอดีตคนเคยรวย อดีตเศรษฐี กลายมาเป็นยาจกก็เยอะแยะ เพราะไม่ได้สั่งสมบุญใหม่เพิ่ม เพราะฉะนั้นบุญต้องทำ
โลกมนุษย์นี้เป็นโลกแห่งการสร้างบารมี ไม่ใช่โลกแห่งการเสวยผลบุญ เสวยสุข เราต้องเกิดมาสร้างบารมี สร้างความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้ใช้ทุกอณุวินาที ที่ยังมีชีวิตอยู่สร้างบุญสร้างบารมีให้เต็มกำลังไปเลย  อย่าทำตามกำลัง ทำให้เต็มกำลัง ทำหมดใจ แต่ไม่ใช่หมดตัว ทำหมดใจ ไม่มีวันหมดตัว
เวลาในโลกมนุษย์นี้ มีประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น และความตายไม่มีนิมิตหมาย เราจะตายวันไหน เวลาไหน ที่ไหน ด้วยอาการอย่างไร ยากที่จะรู้ได้ นอกจากเรามีรู้มีญาณและทัสนะอันบริสุทธิ์เราถึงจะรู้ได้ แต่โลกชีวิตใหม่หลังจากการตายแล้วนั่นแหละ เป็นชีวิตที่เสวยผลยาวนานทีเดียว
ถ้าทำบาป ก็ไปเสวยผลทุกข์ในอบายยาวนานมาก ไม่ใช่เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่นปี แต่ว่าเป็นกัปปี หลาย ๆ กัปทีเดียว ในสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นมนุษย์ได้สร้างความดี ตายแล้วไปสู่เทวโลก ก็ไปเสวยผลบุญที่เราได้ทำเอาไว้ยาวนาน
ชีวิตหลังจากตายแล้วยาวนานนัก เป็นชีวิตแห่งการเสวยผล ไม่มีการทำมาหากิน ไม่มีการทำมาค้าขาย ไม่มีธุรกิจการงานอันใด นอกจากเสวยผล
เมื่อเราทราบอย่างนี้ ให้ใช้วันเวลาที่มีจำกัดในโลกนี้สร้างบุญสร้างบารมีให้เต็มที่ ด้วยทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ทำทุกวัน ทำบ่อย ๆ ทำให้เป็นนิสัย เป็นกิจวัตรเหมือนอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันอย่างนั้น หรือเหมือนลมหายใจเข้าออกเป็นอัตโนมัติอย่างนี้นะ จึงจะถูกหลักวิชชา ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทำผ่านมาแล้ว และตรัสสรรเสริญในการทำเช่นนี้ เพราะฉะนั้นให้ทำความเข้าใจให้ดีนะลูกนะ
คุณครูไม่ใหญ่
3 มีนาคม พ.ศ. 2545


0

หลักวิชชาการสร้างมหาทานบารมี



หลักวิชชาสร้างมหาทานบารมี

ก่อนทำ....ใจต้องผ่องใส
กำลังทำ...ต้องปลื้มใจว่าเราตัดสินใจถูกต้องแล้ว
ปีติใจที่เราเอาชนะความตระหนี่ได้
และเห็นประโยชน์ในการสร้างมหาทานบารมีนี้
ทำไปแล้ว...นึกย้อนหลังทีไรก็ปลื้มทุกทีว่าเราตัดสินใจถูกแล้ว

ทรัพย์นี้ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต


0

บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่ง 2

บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่ง 2
คำไม่เล็กของคุณครูไม่ใหญ่มินิ 1





เวลาเราเหลืออยู่ไม่มาก
...ในบั้นปลายชีวิตนี้
อย่าให้มีสิ่งอื่นมาตัดรอน
เอาแต่ บุญ” ล้วนๆ
๑ ตุลาคม พ.๒๕๔๕



เบิกบาน ปลื้มปีติ ในทุกๆ บุญ
ที่เราได้กระทำผ่านมา
ว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
ของการเกิดมาเป็นมนุษย์
๘ กุมภาพันธ์ พ.๒๕๔๗



ยิ่งเราปลื้มปีติใจมากเท่าใด
บุญยิ่งทับทวีมากเท่านั้น
ยิ่งบุญทับทวีมากเท่าใด
ความสุขและความสำเร็จในชีวิต
ก็ยิ่งมาถึงเราได้เร็วมากเท่านั้น
๔ พฤศจิกายน พ.๒๕๕๐



ทำบุญ ยิ่งปลื้ม ยิ่งรวย
๓๐ เมษายน พ.๒๕๕๗



ทำบุญแล้ว ไม่ปลื้ม ก็ขาดทุน
๑ มกราคม พ.๒๕๕๖



ทำบุญแล้วอย่าเสียดาย...ให้ปลื้ม
ทำครั้งเดียวต้องปลื้มล้านครั้งจึงจะถูกต้อง
ทำบุญครั้งเดียว ปลื้มไปล้านครั้ง
ทำสองครั้ง
ก็ปลื้มไปหลายๆ ล้านครั้ง
ทำนับครั้งไม่ถ้วน
ก็ต้องปลื้มกันนับครั้งไม่ถ้วน
นั่นแหละจะเป็นทางมาแห่งบุญ
๒ สิงหาคม พ.๒๕๔๕



เราจำเป็นต้องสั่งสมบุญทุกๆ วัน
อย่างน้อยก็ให้พอๆ กัน
กับการใช้บุญเก่าทุกวัน
๓๑ ธันวาคม พ.๒๕๔๗



ต้องหมั่นนึกถึงบุญบ่อยๆ
บุญของเราจะได้เพิ่มขึ้น
อย่าเข้าใจผิดคิดว่า
ทำกันครั้งนั้นแล้ว
ก็เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว
๒๘ มิถุนายน พ.๒๕๔๕



บุญ” ไม่เหมือนกับการรับประทานอาหาร
เพราะทำครั้งหนึ่งนึกได้นับครั้งไม่ถ้วน
นึกทุกครั้งบุญก็เพิ่มเติม
ขยับขยายเพิ่มขึ้นทุกครั้ง
๒๘ มิถุนายน พ.๒๕๔๕



ทานอาหารแล้วกลับมานึกใหม่วันหลัง
มันไม่...อิ่มท้อง
แต่นึกถึงบุญในภายหลังแล้ว
มัน...อิ่มใจ
๒๘ มิถุนายน พ.๒๕๔๕



การนึกถึงบุญบ่อยๆ
จะทำให้ใจเรามีปีติ
มีความสุข
มีความเบิกบาน
๘ กรกฎาคม พ.๒๕๕๐



ชาติไหนไม่ประมาท
ไม่ตระหนี่
สั่งสมบุญกุศลเอาไว้
ชาติถัดมา...ชีวิตก็สูงส่ง
๒๗ มีนาคม พ.๒๕๔๗



อย่าประมาทชะล่าใจว่า
เราทำบุญมาเยอะแล้ว
ขอพักก่อน
เพราะบาปเขาจะได้ช่อง
๖ ตุลาคม พ.๒๕๔๕



วันหนึ่งคืนหนึ่งที่ผ่านไป
อย่าประมาท
เราต้องสร้างบุญกัน
ให้เต็มที่ทุกๆ วัน
๘ กุมภาพันธ์ พ.๒๕๔๗




สั่งสมบุญเอาไว้เยอะๆ
เอาว่า...เราจะตายแบบไหนก็ช่าง
พอถึงเวลานั้น
ก็เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้ดี
ตอนนั้น...ไม่มีใครช่วยเราได้
ถ้าจะละโลก...
เราจะได้เกาะบุญ เกาะความดี
ที่เราได้สั่งสมไว้...ไปสู่สุคติภพ
๒๗ กันยายน พ.๒๕๔๕



ทุกวันนี้เราใช้บุญเก่าอยู่นะ
และนับวันก็จะหมดไปเรื่อย ๆ
๒๖ กันยายน พ.๒๕๔๕



บุญต้องทำบ่อยๆ
ต้องทำให้ได้ตลอดเวลา
เพราะเราใช้บุญเก่าตลอดเวลาเช่นกัน
๑ มกราคม พ.๒๕๕๖



บุญต้องทำบ่อยๆ ทำซ้ำๆ
อย่าเบื่อหน่ายการทำบุญ
ถ้าหากคิดด้วยตัวเองได้ก็จะยิ่งดี
แต่ถ้าเจอกัลยาณมิตรมาบอกบุญ
ก็อย่าไปขัดเคืองใจ หรือขุ่นมัวเขา
ทำบ่อยๆ ...อย่าเสียดาย
ทรัพย์เขามีเอาไว้ให้ใช้
...ใช้กิน ใช้สร้างบารมี
ทำจนกว่าบุญจะหนาแน่น
บาปอกุศลไม่ได้ช่อง
๒๕ พฤษภาคม พ.๒๕๔๖



ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา
ก็ต้องอาศัยบุญ
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็อาศัยบุญบารมี
จึงทำให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
๒ ธันวาคม พ.๒๕๔๔



ถ้าดวงบุญโต ก็แปลว่า เราทำบุญมามาก
ความสุขความสำเร็จของชีวิตก็มีมาก
ถ้าดวงบุญในตัวมีปานกลาง
แสดงว่า เราทำบุญมาปานกลาง
ความสุขและความสำเร็จในชีวิตก็มีปานกลาง
ถ้าดวงบุญในตัวเล็ก ก็แปลว่า
เราทำบุญมาน้อย
ความสุขและความสำเร็จก็มีเพียงเล็กน้อย
๑๒ กรกฎาคม พ.๒๕๕๐



สมบัติจะอยู่กับเราได้ ต่อเมื่อเรามีบุญ
ถ้าหมดบุญ...สมบัติก็เปลี่ยนมือไป
๕ พฤศจิกายน พ.๒๕๓๘



เราจะมีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ
ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ขึ้นอยู่กับบุญ
ถ้าทำมาก...ก็มีมาก
ทำปานกลาง...ก็มีปานกลาง
ทำน้อย...ก็มีน้อย
ถ้าไม่ทำ...ก็ไม่มี
๑๒ กรกฎาคม พ.๒๕๔๘



ยามใดที่เรามีบุญ กระแสบุญจะส่งผล
เราก็จะรวมสมบัติให้มาเป็นของเราได้
แต่ยามใดบุญน้อย กระแสบุญก็อ่อนกำลังลง
สมบัติแม้มีอยู่...ก็สูญสลายไป
๕ พฤศจิกายน พ.๒๕๓๘



บุญทำให้เราถึงพร้อมด้วย
รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ
มีเหตุการณ์ดี สมองแจ่มใส ความคิดอ่านดี
คาดการณ์อะไรต่างๆ ได้ดี
และถูกต้องเสียด้วย
๑ มิถุนายน พ.๒๕๔๖



อย่าท้อใจ อย่าน้อยใจ
หรือเคืองแค้นในโชคชะตา
สร้างบุญเรื่อยไป
เจอวิบากกรรม เราก็อดทนเอา
บุญเราก็ทำให้สม่ำเสมอ
ปฏิบัติธรรมไป ทำใจให้ใสๆ
แล้วอธิษฐานจิตไปเรื่อยๆ
แล้วเราก็จะได้พ้นวิบากกรรม
๒๒ พฤษภาคม พ.๒๕๔๖



อดีตที่ผิดพลาดลืมให้หมด
แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการ
ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
อย่างเต็มที่ไปจนตลอดชีวิต
ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย
และอธิษฐานจิต...ไปดุสิตบุรี
วงบุญพิเศษทุกๆ วัน อย่าให้ขาดเลย
ก็จะพ้นจากอบายได้
๒ กันยายน พ.๒๕๔๗



เมื่อบุญบารมีถึง ก็จะชนะได้
๑๖ กันยายน พ.๒๕๕๐



ความดีของเราเท่านั้น
ที่จะเป็นปุ๋ยอย่างดีของใจ
ทำให้จิตใจเบิกบาน
เมื่อระลึกนึกถึงความดี
กระแสธารแห่งบุญก็จะไหลผ่านใจ
ขจัดสิ่งที่เป็นมลทินในใจ
ความเศร้า ซึม เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม
อะไรต่างๆ ก็จะหมดสิ้นไป
๖ พฤษภาคม พ.๒๕๔๗






0

Facebook