ของดีมีอยู่ในตัว

เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระเทพญาณมหามุนี  เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๓ ตุลาคม .. ๒๕๔๖


เรามาเกิดเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง  หรืออย่างน้อยก็เกิดมาสร้างบารมี  หรือแสวงหาความสุขที่แท้จริง ที่ถูกต้อง  ซึ่งทั้งหมดที่เราปรารถนานั้นอยู่ในตัว  ไม่ใช่นอกตัวเลย  หลักสำคัญก็คือการเข้าถึงพระธรรมกาย  ซึ่งเป็นกายตรัสรู้ธรรม เป็นผู้รู้  ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว 
พระรัตนตรัยภายใน เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง การแสวงหาพระธรรมกายในตัวก็คือการแสวงหาความพอดี บางทีมีคนถามว่า พอดีนั้นแค่ไหน ตอบยากเหมือนกันนะ แค่ไหนพอดี  เพราะเราไม่รู้พอดีมันอยู่ตรงไหน  เมื่อไม่รู้จักดี ก็ไม่รู้จักพอ เมื่อไม่ดีก็พร่องไปเรื่อย เพราะเจอแต่สิ่งที่ไม่ดี  ถ้าจะให้ดีต้องรู้จักว่า ดีอยู่ตรงไหน แล้วก็ต้องวางใจให้ถูกดี แล้วก็ให้ถึงดี ถึงจะได้ดี เพราะว่าเข้าไปถึงความพอดี  ดีทั้งหมดรวมประชุมอยู่ในพระธรรมกาย  เมื่อไปถึงตรงนี้แล้วจึงจะรู้จักพอ คือไม่อยากจะแสวงหาอะไรที่นอกเหนือจากนี้อีกแล้ว
ที่ปัจจุบันเขาแสวงหาไปเรื่อย เพราะเจอแต่สิ่งที่ไม่ดี  ไม่ดีมันก็พร่อง ถมเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม ถอนเท่าไรก็ไม่รู้จักเตียน กระหายอยู่ตลอดเวลา  แล้วชาวโลกมักจะดับกระหายด้วยน้ำทะเล กระหายที ก็ดื่มน้ำทะเล  ดื่มเท่าไรก็ไม่หายหิว  ไม่หายกระหาย เพราะมันเค็ม แต่เมื่อไรเจอน้ำฝนเจอน้ำสะอาด เมื่อนั้นถึงจะดับความกระหายได้  ความเร่าร้อนในใจก็เช่นเดียวกัน  ความกระหายที่ทำให้ใจของเราพร่องเป็นนิจ จะหมดไปเมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย  ที่พระธรรมกายดี เพราะว่าท่านเป็นของแท้  เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่แท้จริงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ 
แต่สิ่งภายนอกที่ชาวโลกเขาแสวงหากัน ล้วนตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็ผุพังไป  เมื่อผุพังก็เกิดความทุกข์ แล้วพักเดียวก็หายเห่อ  หายเห่อก็หาใหม่ ชีวิตก็พร่องอยู่เป็นนิจ เหมือนตุ่มก้นรั่วอย่างนั้น
ฉะนั้นการที่เราต้องมาแสวงหาพระธรรมกาย ก็คือต้องการแสวงหาจุดแห่งความสมดุลในชีวิต  แสวงหาความพอดี เพราะเมื่อรู้จักพอแล้ว  ชีวิตก็เต็มอิ่มเต็มเปี่ยม ไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว  เพราะฉะนั้น เราก็ต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันต่อไป  เพื่อให้สมปรารถนาเข้าถึงพระธรรมกายภายในกันทุกคน
1

วิชชาธรรมกาย


เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระเทพญาณมหามุนี วันอาทิตย์ที่  ๒  กันยายน  พ.. ๒๕๔๔




คำว่าวิชชาธรรมกายประกอบไปด้วย  ๒ คำ คือ คำว่า  “วิชชา”  กับคำว่า  “ธรรมกายคำว่าวิชชา”  แตกต่างจากคำว่า  “วิชา”  ในทางโลกที่เราได้เคยศึกษาเล่าเรียนกัน

วิชาทางโลกนั้นเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นใน ๒ ระดับ คือ ระดับสุตมยปัญญากับจินตามยปัญญา

สุตมยปัญญา คือ ความรอบรู้ที่เกิดจากการได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้ศึกษาเล่าเรียนมา เป็นการรู้จำ คือ จำในสิ่งที่ผู้รู้ไม่ว่าจะมีความรู้สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ก็ตามได้บันทึกเรื่องราวสิ่งที่รู้เห็นเอาไว้เป็นวิทยาทานให้ได้ศึกษากันสืบต่อมา

จินตามยปัญญา  คือ  ความรู้ที่เกิดจากการนำมาคิดพิจารณาหาเหตุผลแบบนักคิดทั่วไป ความคิดบางครั้งถูกบ้างผิดบ้าง นี่เป็นปัญญาใน ๒ ระดับ  แต่ปัญญาในพระพุทธศาสนามี ๓ ระดับ

ระดับที่ ๓ คือ ภาวนามยปัญญา  เป็นปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝนลงมือปฏิบัติแล้ว                  ในระดับที่อยู่นอกเหนือเหตุผลธรรมดา เราจะอาศัยเหตุผลธรรมดามาใช้ไม่ได้เลย  เพราะภาวนามยปัญญาเป็นความรู้ที่เกิดจากการเห็นแจ้ง คือ จิตต้องเกิดดวงสว่างขึ้นมา และความสว่างนั้นนำไปสู่จักษุ ธรรมจักษุเกิดขึ้นหรือญาณทัสสนะเกิดขึ้น สว่างแล้วจึงเห็น เห็นแล้วจึงรู้

เพราะฉะนั้น  วิชชา”  จึงหมายถึง  ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง ความเห็นที่เกิดจากจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายแล้ว เกิดปัญญาบริสุทธิ์  รู้เห็นไปตามความเป็นจริง รู้ทั่วถึง รู้พร้อม แล้วก็รู้ไปสู่เป้าหมาย  ถ้าเราศึกษาคงเคยได้ยินคำว่า  อภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ คือรู้ได้ทั่วถึง  รู้พร้อม รู้ไปตามความเป็นจริงและถูกต้อง

เหมือนของที่อยู่ในที่มืดดึงมาอยู่กลางแจ้งเราก็จะเห็นชัดเจน เช่น  เชือกเปียกน้ำ ถ้าอยู่ในที่มืด ๆ บางทีเราอาจจะคิดว่า  เป็นงู  หรือเป็นตัวอะไรที่มันยาว ๆ หรืออาจจะเป็นเชือก  ต้องใช้สมมติฐานด้นเดาถูกบ้างผิดบ้าง  แต่ว่าเมื่อลากมาอยู่กลางแจ้งก็รู้ชัดว่า  นี่แค่เชือกเปียกน้ำเท่านั้น

คำว่าธรรมกาย”  ในพจนานุกรม  แปลว่า หมวดหมู่แห่งธรรม เขาแปลได้แค่นั้น  คือ ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์รวมประชุมกันเรียกว่า  หมวดหมู่แห่งธรรม

มีนักศึกษาชาวตะวันตกสองสามีภรรยาเขาได้ค้นคว้ารวบรวมความหมายของคำว่า ธรรม  ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกได้ ๕๐ กว่าความหมาย  มีความหมายหนึ่งที่น่าสนใจ เขาบอกว่า  ธรรม  มีลักษณะเป็นดวงกลม ๆ  ใส ๆ สว่าง ๆ และมีตัวตน เพราะฉะนั้น  “ธรรมกายคือ กายที่ประกอบไปด้วยธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมประชุมเกิดเป็นก้อนกาย เป็นกายที่มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ

เพราะฉะนั้น วิชชาธรรมกาย”  ก็คือความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งด้วยธรรมจักขุ แล้วก็รู้ได้ด้วยญาณทัสสนะของธรรมกายนั่นเอง นี่เป็นเรื่องสำคัญ

วิชชาธรรมกายเกิดขึ้นได้ด้วยธรรมกาย  เป็นที่ประชุมรวมอยู่ตรงนั้น มีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน มีมาดั้งเดิมตั้งแต่ดึกดำบรรพ์โน้น เริ่มต้นเมื่อไรไม่มีใครทราบ

การที่เราเคารพกราบไหว้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะพระองค์ทรงบรรลุวิชชาธรรมกายก่อน  แล้วก็ได้ทรงนำมาเปิดเผยกระทั่งมีผู้ตรัสรู้ตามพระองค์  เป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมมากมาย แต่หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว  ๕๐๐ ปี  ความรู้ยิ่งนี้ก็หายไปคงเหลือไว้แต่ชื่อ  คือ คำว่าธรรมกาย”  ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนาในนิกายต่าง ๆ ทั้งวัชรยาน มหายาน และเถรวาท  แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า  ธรรมกายนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร

จนกระทั่งเมื่อ ๘๔ ปีที่แล้ว  พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้สละชีวิตปฏิบัติธรรมกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย    วัดโบสถ์บน  บางูเวียงนนทบุรี ความลับนี้จึงได้เปิดเผยออกมาสู่ชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง  

หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ท่านบวชเมื่ออายุ ๒๒ ปี บวชได้หนึ่งวัน  รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งก็ปฏิบัติธรรมแล้วก็ศึกษาทางด้านปริยัติ ศึกษาหมดทุกสำนักแต่ว่าไม่ได้สอบเป็นมหาเปรียญ รู้ว่าสำนักไหนมีครูดี  ชำนาญในพระไตรปิฎกท่านก็จะไปศึกษาทุกหนทุกแห่ง ศึกษาด้วยตัวเองด้วย จากครูบาอาจารย์ตามสำนักต่าง ๆ ด้วย

แล้วในที่สุดท่านก็สรุปว่า  ความรู้จะสมบูรณ์ได้จะต้องประกอบไปด้วย ๓ ป. คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ปริยัติก็คือการศึกษาด้านทฤษฎีต้องอ่านต้องศึกษา  ท่านอ่านหมดในพระไตรปิฎก  แล้วก็ปฏิบัติด้วยตนเองเรื่อยมา ไม่ว่างเว้นในการปฏิบัติเลยแม้แต่วันเดียว รู้ข่าวคราวว่าครูไหนสำนักไหนมีการปฏิบัติ ก็ยอมตนเข้าไปเป็นศิษย์ไปศึกษา ได้เข้าถึงที่สุดแห่งความรู้ของครูบาอาจารย์ ซึ่งได้แค่ดวงสว่างปรากฏอยู่แล้วครูก็ชวนท่านช่วยกันสั่งสอนศิษย์เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ของท่าน

แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมีความคิดว่า  ความรู้แค่นี้เหมือนหางอึ่งนิดเดียว จะไปเป็นครูเขาได้อย่างไร ท่านก็กราบลามาด้วยความเคารพ  แล้วก็แวะเวียนไปศึกษาวิธีการต่าง ๆ ที่มีปรากฏอยู่ในวิสุทธิมรรค ๔๐ วิธีก็ศึกษากันมาทั่วหมดทุกสำนัก

แต่ก็ยังไม่จุใจเพราะท่านมีความรู้สึกว่า  ยังไม่ถึงจุดของความรู้ตามที่ได้ศึกษาภาคปริยัติมา ในที่สุด  หลังจากที่ศึกษาทั้งทฤษฎีและปฏิบัติตามสำนักต่าง ๆ มาจนย่างเข้าพรรษาที่ ๑๑ ของการบวช  ในกลางพรรษาขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐   ท่านก็ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า วันนี้เป็นไงเป็นกัน ถ้าหากว่าไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุจะไม่ลุกจากที่ จะนั่งปล่อยชีวิตอย่างนี้เรื่อยไป แม้เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่รู้ไม่เห็นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ตายเถอะ นี่เป็นความอัศจรรย์ของภิกษุหนุ่มวัย ๓๓ ปีซึ่งยังไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเลยเกี่ยวกับหนทางไปนิพพาน  ได้ศึกษาแต่พระปริยัติ

แล้วในที่สุดวันนั้นตามประวัติที่ท่านได้บันทึกเอาไว้  ท่านได้ทำความเพียรที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ปัจจุบันนี้ในโบสถ์นั้นก็ยังมีพระพุทธรูปองค์ดั้งเดิมอยู่  ที่นั่งก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ราบเรียบ ท่านก็เลือกเอามุมหนึ่งเป็นสถานที่นั่งสมาธิตัดสินใจยอมสละแม้ชีวิต เอานิ้วจุ่มน้ำมันก๊าดเพื่อจะขีดวงกันมดที่ไต่ตามช่องแตกของพื้นหินไม่ให้มารบกวน แต่ขีดไปได้ครึ่งหนึ่งท่านก็นึกละอายใจว่า  สละชีวิตแล้วยังมากลัวมดอีกจึงตัดสินใจหลับตาปล่อยชีวิตไปเลย ท่านบอกว่า  ค่อนคืนทีเดียวจึงได้บรรลุถึงธรรมกาย บรรลุถึงธรรมกายแล้วท่านก็บอก  โอ้! มันยากอย่างนี้นี่เอง มันต้องดับก่อนแล้วจึงเกิด คือใจต้องหยุดต้องนิ่งเสียก่อน ถูกส่วนถึงจะเห็นไปตามลำดับ เห็นไปได้ ๕ กายจนกระทั่งถึงกายธรรม พอถึงกายธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเข้าก็รู้ว่านี่แหละ  คือ  กายธรรม เป็นกายตรัสรู้ธรรมอยู่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ท่านตรวจตราดูทบทวนดูอย่างดีทีเดียว  จนกระทั่งมั่นใจว่า  นี่ถูกทางพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็ทบทวนทำความเพียรไปทั้งคืน  จนกระทั่งติดอยู่ในกลางท่าน  แล้วต่อมาท่านก็เห็นในญาณทัสสนะว่า  จะมีผู้บรรลุธรรมกายตามท่านอยู่ที่วัดบางปลา อำเภอบางเลน  จังหวัดนครปฐม

ภายในพรรษานั้น  ท่านก็ทบทวนแล้วก็ศึกษาวิชชาธรรมกายด้วยธรรมกายภายในกลางกายเรื่อยไป  ในที่สุดออกพรรษาแล้วก็ได้ไปที่วัดบางปลา  มีผู้บรรลุธรรมตามท่าน เป็นพระภิกษุ    รูป  ฆราวาส    ท่าน  ตามที่ท่านได้เห็นในญาณทัสสนะ  แล้วก็เริ่มเผยแผ่ธรรมเรื่อยมาจนกระทั่งได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

เพราะฉะนั้นการที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ได้ค้นพบวิชชาธรรมกาย”  ทำให้พวกเราทั้งหลายรู้จัก ธรรมกาย”  ว่ามีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน  เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด  และเป็นเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์  ที่ต่างเกิดมาก็เพื่อแสวงหาธรรมกาย  เพราะฉะนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  จึงเป็นบุคคลสำคัญที่มีพระคุณต่อชาวโลกและเป็นบุคคลที่ควรแก่การเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง



0

ทำบุญแล้วอธิษฐาน...เป็นการค้ากำไรเกินควรหรือไม่?


                 
                  ทุกครั้งที่ทำบุญ เราต้องอธิษฐาน เป็นอธิษฐานบารมีของเรา
              อธิษฐานบารมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระองค์ก็ทำมาตลอดนะ จะทำบุญอะไร ท่านก็อธิษฐานเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นภูมิที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่ปกครองทวีปทั้งสี่ รอบเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่ตั้งของสวรรค์
                  ฉะนั้นเราทำบุญอะไร เราต้องอธิษฐาน เซทโปรแกรมภายในตัวเป็นเป้าหมายของชีวิตเอาไว้ จะทำบุญเล็ก บุญปานกลาง บุญใหญ่จะต้องอธิษฐานจิตให้ดี
                  ทีนี้เราเคยได้ยินคำว่า ค้ากำไรเกินควร ขอทำความเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่การค้า ไม่ใช่ธุรกิจแต่เป็นเรื่องจิตใจ เราทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่เราตั้งความปรารถนาที่จะเป็น จุลเศรษฐี มหาเศรษฐี บรมเศรษฐี ถ้าไปเทียบกับความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันนิดเดียว เพราะฉะนั้นการอธิษฐานไม่ได้เป็นการค้ากำไรเกินควร ของท่านแม้ให้อาหารกับคนที่มีศีลเพียงเล็กน้อย หรือแม้ให้กับสัตว์เดรัจฉาน พระองค์ก็ยังตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นเราจะไปใช้คำว่า ค้ากำไรเกินควรให้อาหารนกแต่ตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันไม่ถูก
            ดังนั้น การที่เราทำบุญอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใส่บาตร นั่งสมาธิ เราอย่าดูหมิ่นว่า เป็นบุญเล็ก บุญน้อย ให้เราตั้งเป้าไปเลยในสิ่งที่เราปรารถนา เช่น ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม อธิษฐานให้ครบถ้วนครอบคลุมทั้งหมด เพราะความปรารถนาตั้งได้เฉพาะตอนเป็นกายมนุษย์หยาบเท่านั้น ซึ่งเรามีเวลาจำกัด ดังนั้น
คำว่า ค้ากำไรเกินควร
ต้องไปใช้กับนักธุรกิจ
แต่มาใช้กับนักสร้างบารมี...ไม่ได้
เราไม่ได้ทำมาค้าขาย
แต่เราทำมาสร้างบารมี
๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
คุณครูไม่ใหญ่


1

วาเลนไทน์


ช่วง Valentine วัยรุ่นปัจจุบัน มีค่านิยมแสดงความรักด้วยการมีความสัมพันธ์กัน
จะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไรค่ะ?



ช่วงวันวาเลนไทน์ วัยรุ่นมีค่านิยมเรื่องความรัก และมีเพศสัมพันธ์กัน ถือว่าเป็น
ค่านิยมที่ผิดมาก ๆ ที่ยอมเสียตัวกันในวันนั้น เพราะความรักเป็นของสูงส่ง ไม่ใช่ของสำส่อน
เราจะมอบสิ่งนี้ให้แก่กันและกัน ต่อเมื่อได้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเพื่อสร้าง
บารมี แล้วยกฐานะจากการเป็นแฟน มาเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้อง ถูกศีลธรรม และถูก
กฎหมาย และก็จะถูกยกให้สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง คือในฐานะเป็นบิดามารดา เป็นพรหมและเป็นพระอรหันต์ของลูก
จะแก้ไข ก็ต้องเลิกค่านิยมนี้ และชวนกันเข้าวัด เพื่อศึกษาธรรมะ อุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม แทนที่จะหมกมุ่นกับเรื่องกามารมณ์ หรือสิ่งที่ไร้สาระ จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า และเป็นแบบอย่างที่ดีของโลก ดังนั้นต้องช่วยบอกกันต่อ ๆ กันไปอย่างรีบด่วน 
                                                                                                8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548
                                                                                                        คุณครูไม่ใหญ่

1

วัดสะอาด ใจสะอาด




วัดสะอาด... ใจสะอาด

ช่วยกันดูแลวัดวาอารามของเราให้สะอาด  ให้ร่มรื่น ซึ่งตอนที่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านถือว่า สิ่งนี้เป็นชีวิตจิตใจทีเดียว ท่านบอกว่า
วัดวาอารามที่สะอาด ร่มรื่น มันแสดงถึงจิตใจของผู้ที่มีคุณธรรม และเป็นการให้เกียรติผู้ที่มาเยี่ยมวัด ท่านถือว่า ตรงนั้นเป็นห้องรับแขก ถ้าเราทำวัดให้สกปรก ห้องน้ำไม่สะอาด เหมือนกับเราไม่ยินดีรับแขก
เพราะฉะนั้น เราจะต้องเคารพในปฏิสันถารในการรับแขกด้วยการทำความสะอาด แล้วก็อย่าให้มีสิ่งสกปรกรกรุงรัง นี่เป็นปฏิปทาของคุณยายตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ขอให้ลูกหลานคุณยายได้สืบทอดกันต่อไป

๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
คุณครูไม่ใหญ่


1

วัดพระธรรมกายรวยจริงหรือ?



วัดรวย วัดจน

เป็นพระนี่ อยู่เหนือความรวยความจนนะ พระไม่ได้คิดเรื่องรวย และก็ไม่ได้คิดเรื่องจน มันเหนือตรงนั้นไปแล้ว
วัดก็เหมือนกันอยู่เหนือคำว่าวัดรวยหรือวัดจน
วัดเป็นเครื่องวัดของคนเข้าวัดว่า กิเลสหรือสิ่งไม่ดีนั้นหมดไปแค่ไหน ยังเหลืออีกแค่ไหน และก็เป็นสถานที่ตักตวงบุญ เป็นแหล่งเนื้อนาบุญ เป็นแหล่งแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด มีสุคติเป็นที่ไป มีเป้าหมายคือพระนิพพาน
เราจะมองที่ถาวรวัตถุ หรือจำนวนคนเข้าวัดว่า วัดนี้รวย วัดนี้จน ไม่ถูกนะ
วัดหลวงปู่หลวงตาในหลาย ๆ วัดที่ต่างจังหวัด ท่านมีแค่กุฏิหลังเล็ก ๆ มีทางจงกรม มีที่พักกลางวัน มีศาลาอเนกประสงค์ ที่ท่านทำอย่างนั้น เพราะท่านมีวัตถุประสงค์ต้องการที่จะปลีกวิเวก
เพื่อให้กายสงัด ใจจะได้สงัด กิเลสจะได้หมดไป นั่นวัตถุประสงค์ของท่าน ไม่ใช่ท่านจน ถ้าท่านจะสร้างให้ใหญ่โตท่านก็ทำได้ แต่ท่านไม่ได้มีวัตถุประสงค์อย่างนั้น ใครมีบุญอยากได้บุญก็มาฟังธรรม ไม่มีใครมา ท่านก็ปฏิบัติธรรม ทำความเพียรของท่านไปมันแล้วแต่วัตถุประสงค์
อย่างวัดใหญ่ ๆ หลาย ๆ วัด โดยเฉพาะวัดพระธรรมกาย ที่สร้างก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเอาไว้เป็นสถานที่ประพฤติธรรม ให้สาธุชนผู้มีบุญทั้งหลายที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ห่างไกลนัก รถวิ่งสักชั่วโมง ชั่วโมงครึ่ง ได้มาปฏิบัติธรรมรวมกัน เป็นพลังหมู่ในการปฏิบัติธรรม ในการศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจะให้ไปตากแดด ตากลม ตากฝน ก็ทำไม่ได้ เมื่อคนมาเยอะก็ต้องสร้างใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวกับรวยหรือจนเลย
เพราะว่าวัดหลวงพ่อเอาไปขายไม่ได้ แล้วไม่เคยคิดจะไปขายด้วย เลิกคิดเรื่องค้าขายหรือทำมาหากินตั้งแต่บวชแล้ว หรือมหาธรรมกายเจดีย์ ที่สร้างก็เพื่อเป็นที่รวมใจให้คนนึกถึงบุญ นึกถึงพระรัตนตรัย ใจจะได้เป็นกุศล เมื่อใจเป็นกุศล เลื่อมใสในพระรัตนตรัย จะได้เป็นรหัสผ่านไปสุคติภพ วัตถุประสงค์เป็นอย่างนี้จึงได้สร้าง
เพราะฉะนั้น วัดอยู่เหนือความรวยหรือความจนต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ส่วนเมื่อเข้าใจแล้วจะไปทำบุญที่ตรงไหน มีศรัทธาตรงไหนก็ไปทำตรงนั้น ศรัทธาอยากสร้างโรงเรียน ก็สร้างโรงเรียน ศรัทธาอยากสร้างโรงพยาบาล ก็สร้างโรงพยาบาล หรือสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ซึ่งรักษาไข้ทางกาย และให้วิทยาทานพอแล้ว เราจะมาสร้างโรงพยาบาลรักษาไข้ทางใจ หรือมาสร้างโรงเรียนเป็นที่ศึกษาธรรมะ ก็มาสร้างวัด ก็แล้วแต่เรา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียงขั้นตอนของการทำบุญ ที่จะได้บุญมากมากบุญน้อย ตามลำดับ
ตั้งแต่ให้ทานกับสัตว์เดรัจฉาน กับมนุษย์ทุศีล มนุษย์มีศีล มนุษย์เข้าถึงธรรม ถึงฌานสมาบัติ เป็นโคตรภูบุคคล เป็นพระอริยบุคคลเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไล่เรื่อยไปถึงสร้างถาวรวัตถุ เรียงลำดับปริมาณของบุญที่จะได้มากกว่ากันไปตามลำดับพระองค์ก็บอกเอาไว้แล้ว ซึ่งมีอยู่ในตำรับตำรา
เมื่อเราทราบอย่างนี้ ก็แล้วแต่ใจของเราจะไขว่คว้าเอา
๖ ตุลาคม พ.. ๒๕๔๖

1

เราตายได้แต่พระพุทธศาสนาตายไม่ได้



รักษาพระพุทธศาสนาไว้ให้ลูกหลาน

การที่เรารักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้
ก็เพื่อตัวเราและชาวโลก
ไม่ได้แข่งกับใคร

คำสอนในพระพุทธศาสนามีความจำเป็นในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องของทุกคนเป็นอย่างมาก แม้วันนี้เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายยังไม่เข้าใจ เขายังไม่มีเวลามาศึกษา ก็ไม่เป็นไร เรายังคงรักษาความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ สักวันหนึ่งเมื่อบุญเก่าได้ช่องส่งผล เขาจะเกิดความรู้สึกว่า มีบางสิ่งลึก ๆ กระตุ้นเตือนจิตสำนึกให้เขาอยากมาศึกษาเรียนรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตขึ้นมา ตอนนั้นความรู้ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเขา
ความรู้ในพระพุทธศาสนา เป็นความรู้สากลที่ทุกคนจะต้องศึกษา ต้องเรียนรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ไม่รู้อันตราย เพราะจะทำให้ดำเนินชีวิตไม่ถูกต้อง ดังนั้นที่เรารักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ก็เพื่อการนี้ ไม่ได้ไปแข่งกับใคร เพราะคู่แข่งของเราคือเวลา เราต้องทำงานแข่งกับเวลา เนื่องจากเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด แค่ประเดี๋ยวเดียว รวยก็รวยประเดี๋ยวเดียว จนก็จนประเดี๋ยวเดียว เป็นเจ้านายเป็นลูกน้องก็เป็นประเดี๋ยวเดียว มีลาภ ยศ สรรเสริญ มีอำนาจวาสนาก็แค่ประเดี๋ยวเดียว เป็นสามีภรรยากันก็ประเดี๋ยวเดียว ต่างคนต่างมา มาอยู่รวมกัน แล้วก็ต่างคน
ต่างไป พระพุทธศาสนาสอนให้เราเข้าใจตรงนี้ สอนให้เราปล่อยวาง แล้วก็ทำให้เรามีความรักต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง
เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นจะต้องรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้ยาวนานที่สุด เท่าที่จะนานได้ แต่งานนี้เป็นงานใหญ่ จะทำตามลำพังไม่ได้ วัดใดวัดหนึ่งทำก็ไม่ได้ วัดทุกวัด พุทธบุตรทุกรูป พุทธบริษัท ๔ ทั้งหมด ก็ต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกันจึงจะทำงานนี้ได้สำเร็จ


๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
0

สอนให้รวย ไม่ได้สอนให้โลภ




ทำไมสอนให้รวย?
เราจำเป็นจะต้องรวย  บางคนกลัวคำว่า รวย  
ครูไม่ใหญ่เคยเจอคำถาม
ทำไมต้องรวย ทำไมต้องสอนให้รวย แปลว่า สอนให้โลภใช่ไหม   
ไม่ใช่”
รวยกับโลภมันคนละคำกัน ไม่เหมือนกัน สะกดยังผิดกันเลย  ให้รวย ไม่ใช่ให้โลภ แต่ถ้ารังเกียจคำว่า รวย  
๑. ไปลองจนดู  หรือ
๒. เปลี่ยนคำใหม่เป็น  มีกิน มีใช้  
มีกินมีใช้ เอาไว้สำหรับเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี เพราะอยู่ดี ๆ จะให้บุญหล่นทับ มันไม่มี เราจะต้องสร้างด้วยตัวของเราเอง นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ
เราจำเป็นจะต้องรวย หรือ มีกินมีใช้ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีของเรา  สำหรับ มีกิน เรากินไม่ค่อยเท่าไร เพราะยุ้งในตัวมีนิดเดียว  แต่ มีใช้นี่สำคัญ จะใช้ซื้อที่  ซื้อบ้าน ซื้ออุปกรณ์ในบ้าน ซื้อรถ ซื้อโน่น ซื้อนี่  ไล่เรื่อยไปกระทั่งซื้อเครื่องบิน  และที่สำคัญคือใช้สร้างบารมี
มหาเศรษฐีของโลก ตั้งแต่จุลเศรษฐี มหาเศรษฐี บรมเศรษฐี ทุกคนไม่มีเว้นแม้แต่คนเดียว ต้องเคยสร้างทานบารมีมา  เพราะเราเป็นผู้ออกแบบชีวิต  อยากจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ใจของเรา ให้เราสังเกตดูตัวเราว่า ภพชาตินี้เรามีอะไรที่บกพร่อง ไม่สมบูรณ์บ้าง  จะสร้างบารมีแต่มันไม่มีอุปกรณ์ ใจถึงแต่ทุนไม่ถึง หรือทีมถึงแต่ทุนไม่ถึง นี่ก็เป็นเพราะว่า เราทำบุญมาไม่ถึง

๑๓  กรกฎาคม พ.. ๒๕๕๐
0

ทำไมสร้างวัดใหญ่?


ทำไมสร้างวัดใหญ่ จะไปแข่งกับใคร?

การสร้างวัดใหญ่ไม่ได้แปลว่า เราจะไปแข่งกับใคร
บางคนถามหลวงพ่อว่า สร้างวัดใหญ่ ๆ นี่จะไปแข่งกับเมกกะเหรอ ขอยืนยันด้วยความสุจริตใจว่า ไม่ได้แข่ง  แต่เพราะการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลกนั้นมันทำตามลำพังไม่ได้ ทุกคนในโลกต้องมีส่วนในการสร้างสันติสุข ต้องช่วยกันทำ  สันติสุขที่แท้จริงจึงจะบังเกิดขึ้นแก่โลก
นตฺถิ  สนฺติปรํ สุขํ
สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี 
คำว่า “สันติ”  จึงเป็นสิ่งที่ใคร ๆ เขาปรารถนากันทั้งนั้น ทำตามลำพังไม่ได้ ต้องช่วยกันทำทั่วโลก  และต้องจำไว้ว่า สิ่งดี ๆ เริ่มต้นที่หยุดนิ่ง ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ ทำตรงนี้ได้แล้ว เดี๋ยวสันติสุขจะบังเกิดขึ้นทันตาเห็น ก่อนที่เราจะหลับตาลาจากโลกนี้ไป

๑๕  กันยายน พ.. ๒๕๔๗
0

ธรรมกายไม่ใช่นิกายใหม่


ธรรมกายไม่ใช่ลัทธิใหม่
พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) ท่านมีพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่อเราและชาวโลกอย่างมากมายมหาศาล แต่เราคงเข้าใจได้เพียงย่อ ๆ สั้น ๆ จะไปอธิบายให้ลึกซึ้งในสิ่งที่ท่านเป็นนั้น มันยากต่อการที่เราจะเข้าใจ เหมือนจะเอาสายบัวไปวัดความลึกของท้องทะเลมหาสมุทร แล้วยกขึ้นมาว่า  ลึกเท่าสายบัวค่นี้ หาควรไม่ แต่เมื่อเราพอที่จะเข้าใจอย่างนี้ มันก็จะต้องอธิบายเท่าที่เราพอจะเข้าใจ
เอาแค่ว่า ท่านค้นพบธรรมกายขึ้นมา ซึ่งจริง ๆ คำนี้มีอยู่ในพระไตรปิฎกในทุก ๆ นิกายด้วย ก็ยังถูกกล่าวหาว่า เป็นนิกายใหม่ แล้วผู้ที่กล่าวหาก็สร้างข่าว ใส่ไข่ จะด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็แล้วแต่ ล้วนไม่เคยปฏิบัติเลย ถ้าปฏิบัติแล้วก็คงไม่พูดอย่างนี้  แสดงว่าแหล่งที่มาของความคิดนี้ไม่บริสุทธิ์ เพราะตอนเขียนข่าวก็ดี หรือคุยเรื่องข่าวก็ดีนั้นกำลังมึนเมา นอกจากเมาเพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วยังเมาวัย เมาชีวิต เมาลาภ ยศ สรรเสริญด้วย
มีความเมาอยู่ในตัว จึงไม่รู้เรื่องว่า สิ่งที่เขาเอามาพูดนั้นเพื่อประโยชน์ของตนนั่นเอง ถ้าได้ยินได้ฟังแล้ว ผู้มีบุญจะเกิดมีความปีติภาคภูมิใจ ดีใจว่า เป็นบุญของเรา ที่เราได้มาเกิดในยุคนี้ ที่วิชชาธรรมกายหวนคืนกลับมาอีกครั้ง เป็นพยานตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง  และเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมได้อย่างดี อย่างน้อยก็รู้ว่าพระธรรมกาย คือ ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง คือ เนื้อหนังหรือตัวจริงของพระรัตนตรัยที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนในโลก รวมทั้งตัวเราด้วย และเราสามารถเข้าถึงได้ ถ้าเรายังเป็นปกติดี มีความเพียรแล้วก็ทำถูกหลักวิชชา
เพราะฉะนั้น เราควรจะมานึกว่า มันเป็นบุญลาภของเราที่มาเกิดในยุคนี้ แทนที่จะไป  กุข่าว สร้างข่าว แล้วก็ปล่อยข่าวว่า ธรรมกาย คือ นิกายใหม่ ลัทธิใหม่ ที่ว่านิกายใหม่คือในเมืองไทยมีมหานิกาย และธรรมยุตินิกาย  พอมีคำว่า กาย ๆ อยู่ข้างหลังธรรมะ ก็เลยเป็นนิกายใหม่
เพราะฉะนั้น ธรรมกาย ไม่ใช่นิกายใหม่ แล้วก็ไม่มีนิกายอันใด เพราะเกี่ยวกับเรื่องกายภายในของทุกคนในโลก ขึ้นชื่อว่า เป็นมนุษย์มีอยู่ที่ไหน ที่ตรงนั้นมีธรรมกาย  เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของทุก ๆ คน สิ่งอื่นไม่ใช่ แล้วจะรู้ได้อย่างไร  รู้ได้เมื่อเข้าถึง แล้วจะเข้าถึงได้อย่างไร เข้าถึงเมื่อปฏิบัติอย่างถูกหลักวิชชา แล้วท่านอยู่ตรงไหน อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยวิธีการทำใจหยุดใจนิ่ง แล้วทำอย่างไรถึงจะหยุดนิ่ง ก็เลิกอยาก ลาหยอก ทำใจหยุดนิ่งอย่างสบาย ๆ เดี๋ยวก็เข้าถึงได้
นี่คือ  Know how บอกให้ฟรี ๆ ที่จริงต้องจ่ายเงินนะ แต่นี่ให้ฟรี เพราะฉะนั้นไม่ใช่นิกายใหม่  ไม่ใช่ลัทธิใหม่ มันเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนในโลก แล้วอย่าเพิ่งไปสรุปว่า พิสูจน์ไม่ได้  เมื่อเรายังไม่ได้พิสูจน์  ถ้าได้พิสูจน์ก็แปลว่า พิสูจน์ได้
เราต้องเป็นคนมีเหตุ มีผล ให้รู้จักเหตุ รู้จักผล จะต้องพิสูจน์ด้วยการทำหยุดทำนิ่งง่าย ๆ สบาย ๆ แค่หลับตาเบา ๆ แค่นั้นแหละ และหลังจากนั้นไม่ต้องทำอะไรไม่ต้องคิด ไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องขีดต้องเขียน นั่งเฉย ๆ เรื่อย ๆ เหมือนนั่งพักผ่อน อย่างมีความสุขเบิกบาน
เพราะฉะนั้น  ธรรมกาย ไม่ได้เป็นนิกายใหม่ ไม่ได้เป็นนิกายเก่า แล้วก็ไม่ได้เป็นนิกายอะไรทั้งสิ้น แต่เป็น พระธรรมกาย   ที่มีคำว่า พระ มาจากคำว่า วะระ แปลว่า ประเสริฐ  สูงส่ง เป็นที่พึ่งที่ระลึกแก่เราได้ ก็เลยเทิดทูนยกย่องว่า เป็นผู้ประเสริฐ  ชื่อว่า ธรรมกาย พระธรรมกายก็แค่นี้เอง เพราะฉะนั้น ให้ดีอกดีใจไว้ว่า เรามาอยู่ในยุคที่วิชชาธรรมกายหวนมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว เรามีบุญมาก
แต่ว่าเมื่อมีบุญมาก เพราะว่าเราหาบุญได้ ต้องใช้บุญให้เป็น ใช้บุญให้เป็นเป็นอย่างไร  เมื่อรู้ตัวของเราว่า มีบุญ เพราะได้สั่งสมบุญมา  ก็เอาบุญนี้แหละมาหยุดมานิ่ง หลับตาสบาย มองเข้าไปสู่ภายใน  ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น  จะเริ่มต้นจากอะไรก็ได้  จะเป็นดวงจันทร์ ดวงดาว  ไม้กางเขน หรือเฉย ๆ  นิ่ง ๆ เดี๋ยวก็เข้าไปถึงตรงนั้นได้
 อย่างสามเณรรูปหนึ่ง เริ่มต้นที่ไข่เค็ม เพราะไปบิณฑบาตได้ไข่เค็มเยอะ วันจันทร์ก็ไข่เค็ม วันอังคารบิณฑบาตโยมคนเดิม ไข่เค็มอีก อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ถึงวันอาทิตย์ ไข่เค็มอีก ก็คุ้นกับไข่ พอหลับตาก็เห็นแต่ไข่เค็มเปลือกมันขาว มองไปมองมา วื้ด ตกหลุมอากาศ แล้วองค์พระก็ผุดผ่านขึ้นมา นี่เริ่มต้นจากไข่เค็ม 
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่นิกายใหม่ แต่เป็นพระธรรมกายภายใน  เป็นที่พึ่งที่ระลึกของทุกคน ไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์ เอหิปสฺสิโก มาลองดู มาพิสูจน์เถิด ถ้าเราเป็นคนมีเหตุผล ก็พึงหลับตา เลิกคิด เลิกพูด เลิกทำอะไรทั้งสิ้น ทำเฉย ๆ หรือหยุดกับนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น เดี๋ยวสิ่งดี ๆ จะผุดผ่านมาในกลางกายให้เราดู
๒   ตุลาคม พ.. ๒๕๔๗


5

Facebook