แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำไม่เล็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำไม่เล็ก แสดงบทความทั้งหมด

คุณค่าการอยู่ร่วมกัน

คุณค่าการอยู่ร่วมกัน
หนังสือคำไม่เล็กของคุณครูไม่ใหญ่มินิ 3




อยู่ด้วยกันต้องรักใคร่กลมเกลียว
สมัครสมานสามัคคี
เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

--------------------------------------

การครองเรือนกับคู่ชีวิตของเรา
ควรถนอมน้ำใจกันไว้ให้ดี
เพราะเราจะมีชีวิตรักกันอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน
เพียงแค่ไม่กี่สิบปีในโลกมนุษย์
เดี๋ยวก็พลัดพรากจากกันแล้ว
จากไปแล้วก็จะได้มีความดีหลงเหลือเอาไว้
ให้ตามระลึกนึกถึงกัน
จะได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

อยู่ด้วยกัน...
ก็ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย
ให้อภัย อย่าถือสากัน
พยายามทำความเข้าใจ
ในความคิดของอีกฝ่าย
พยายามนึกถึงสิ่งดีๆ ความดี ความรัก
ความน่ารักที่ทำให้เรารัก
และความเกื้อกูลที่เคยมีให้กัน
อย่าไปถือสา ให้ยิ้มแย้ม เยือกเย็น
ยืดหยุ่น ยกย่องกัน

๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

------------------------------

สามีภรรยาอยู่ร่วมกัน
ต้องรู้จัก...ยิ้มแย้ม...เยือกเย็น...
ยืดหยุ่น...อะลุ่มอล่วย
และยกย่องกันและกัน
จึงจะอยู่ร่วมกันได้นาน

๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖

-------------------------------

ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีด้วยรอยยิ้ม
พูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ
บรรยากาศดีๆ จะได้เกิดขึ้น
ภายในครอบครัวของเรา
เทวดาจะได้ลงรักษา
และอนุโมทนาสาธุการ

๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

โกรธกันคนละเวลา
เสน่หาเวลาเดียวกัน
หรือดีที่สุด คือ อย่าโกรธกันเลย

11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔6

-------------------------------

ครอบครัวอยู่ได้ด้วยการแบ่งปัน
แบ่งปันรอยยิ้ม
แบ่งปันความรัก
แบ่งปันสิ่งที่ดีให้แก่กัน
เหมือนดวงตะวันที่แบ่งปันสีทอง
๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

การแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่กัน
เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่

๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

การอยู่ร่วมกัน
เป็นเรื่องที่สูงส่ง
ที่เราจะต้องอยู่ร่วมกัน
เพื่อสร้างบุญ สร้างบารมี
แล้วก็ถ่ายทอดความดีสู่บุตรหลาน

๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

บิดามารดาได้ชื่อว่า
เป็นพระอรหันต์ในบ้าน
พระอรหันต์...
เขาไม่ทะเลาะกันนะลูกนะ
ลูกๆ จะได้ชื่นอกชื่นใจ
มีกำลังใจเรียนหนังสือ
เป็นคนเก่งและดี
ต่อไปในอนาคต

๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

ต้องพูดจากันด้วยภาษาดอกไม้
ไม่ใช้ภาษาแจกันนะ

๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

-------------------------------

“พลังบุรุษ” เขามีไว้
ปกป้องครอบครัว
ไม่ใช่มีเอาไว้...
ให้ไปลุยกันเอง

๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

“พลังบุรุษ” เอาไว้สำหรับ
เป็นผู้นำครอบครัว
ให้ไปถึงจุดหมายปลายทาง
ให้รวยบุญ รวยบารมี
รวยทรัพย์สินเงินทอง
ต้องนำครอบครัวไปสู่
สิ่งที่ดีและสูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไป

-------------------------------

“พลังสตรี” มีไว้สำหรับ
ช่วยประคับประคองกันไป
เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน
ที่จะนำทั้งครอบครัว
ไปสู่จุดหมายปลายทาง
อย่างมีความสุขสันต์
ปลอดภัยและมีชัยชนะ
อย่านำไปใช้ผิดประเภทกันนะ
...เรื่องนี้สำคัญ

๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

-------------------------------

บุตรหลานทั้งหลายอย่าปล่อยให้
พ่อแม่ปู่ย่าตายายท่านเหงา
แม้เราจะมีภารกิจมากแค่ไหนก็ตาม
ก็ต้องจัดสรรเวลา บริหารเวลาให้เป็น
แบ่งเวลาไปดูแลท่านบ้าง
ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ก็อย่าน้อยใจลูกหลาน
เพราะยุคนี้ต้องแข่งขันทำมาหากิน
ก็จะไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไร
ต้องทำความเข้าใจลูกหลานด้วย


มีเวลาว่าง ก็ทำใจให้ใสๆ
นึกถึงบุญ นึกถึงความดีที่เราทำ
แล้วก็ปฏิบัติธรรม ทำใจให้ใสๆ
อยู่กับพระในตัวของเรา จะไม่เหงา
แล้วอธิษฐานจิตให้บุญนี้...
คุ้มครองให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข
ให้เจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จในชีวิต
ในธุรกิจหน้าที่การงาน

๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ผู้เฒ่าอยู่ที่บ้าน...ไม่ต้องกลัวเหงา
เราปฏิบัติธรรม “สัมมาอะระหัง” ไป
นึกถึงบุญ ให้ใจมันชุ่ม
พอถึงตอนนั้นใครก็ช่วยเราไม่ได้
เราต้องช่วยตัวเอง
เอาบุญนี้ติดตัวไปในช่วงศึกชิงภพ
ปฏิบัติธรรมให้พบพระในตัวให้ใสๆ
และเราไปด้วยตัวของเราเองเลย

๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

ประคองชีวิต
ถนอมน้ำใจกันเอาไว้
เพราะเราจะอยู่ด้วยกัน
อีกไม่กี่สิบปีในโลกใบนี้
ควรใช้ถ้อยคำ...ปิยวาจา
ซึ่งมันมีให้ฟรีๆ นะ
...ไม่ต้องเสียเงิน



ร่มเงาของญาติ
ย่อมร่มเย็นกว่าเงาของต้นไม้
หรือร่มเงาของอาคารใดๆ

๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

-------------------------------

เราต้องรักกันไว้
ในยามมีภัย
ก็ต้องช่วยเหลือกัน

๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

-------------------------------

ยิ้มบ่อยๆ ใจใสกันทั้งทีม

๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

-------------------------------

หมั่นฝึกยิ้ม
และหมั่นฝึกพูดปิยวาจา
แม้ไม่ต้องทำอะไร
แค่ส่งรอยยิ้มให้
แค่นี้ก็ชื่นใจ...มีกำลังใจแล้ว

๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖

-------------------------------




0

เข้าวัดสร้างบุญ

เข้าวัดสร้างบุญ
หนังสือคำไม่เล็กของคุณครูไม่ใหญ่มินิ 3



วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์...สูงส่ง
เราต้องช่วยกันดูแลรักษา

๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

---------------------------------

“วัด” เป็นสถานที่ตักตวงบุญ
เป็นแหล่งเนื้อนาบุญ
เป็นแหล่งความรู้อันบริสุทธิ์
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง

๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

---------------------------------

“วัด” เป็นเครื่องวัดของคนเข้าวัดว่า
กิเลสหรือสิ่งไม่ดีนั้นหมดไปแค่ไหน
ยังเหลืออีกแค่ไหน

๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

---------------------------------

“วัด” อยู่เหนือคำว่า “วัดรวย หรือ วัดจน”
เป็นสถานที่ตักตวงบุญกุศล
เราจะมองที่ถาวรวัตถุ
หรือจำนวนคนเข้าวัดว่า
วัดนี้รวย วัดนี้จน ไม่ถูกนะ

๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

---------------------------------

วันอาทิตย์พาบุตรหลานเข้าวัด
ปลูกฝังให้เขาเรียนรู้เรื่องราวความจริงของชีวิต
ให้ใจเกาะเกี่ยวอยู่กับบุญกุศล
จะได้มีภูมิคุ้มกันที่จะไปต่อสู้
กับกระแสสื่อที่ไม่รับผิดชอบ
เห็นแก่เม็ดเงินบนความหายนะ
ของบุตรหลานของเพื่อนมนุษย์

๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

จะปลูกฝังพระพุทธศาสนา
ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เยาว์วัย

๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘

---------------------------------

ทุกวันพระให้ติดป้าย
“วันนี้วันพระ ทำใจให้เข้าถึงพระในตัว”
ไว้ที่หน้าบ้านของเรา
ใครได้เห็นป้ายนี้แล้ว จะเกิดแรงบันดาลใจ
ให้เขาระลึกนึกถึงพระรัตนตรัยภายใน

๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

---------------------------------

วันพระต้องละนิวรณ์
จำง่ายๆ คือ
ทำใจให้ใสๆ
ให้หยุด ให้นิ่ง

๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

วันพระ
ชาวพุทธต้องเข้าวัด
ต้องรักษาอุโบสถศีล

๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

วันพระ
เข้าวัดไปแสวงบุญ
แสวงหาความรู้ธรรมะ
จะได้รู้วิธีดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง

๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

เราจะไปทำบุญที่ไหนดี
มีศรัทธาตรงไหน...ก็ไปทำตรงนั้น
ศรัทธาอยากสร้างโรงเรียน...ก็สร้างโรงเรียน
ศรัทธาอยากสร้างโรงพยาบาล
...ก็สร้างโรงพยาบาล
ศรัทธาอยากสร้างวัด...ก็สร้างวัด

๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

---------------------------------

อยู่ใกล้วัดไหนไปวัดนั้น
ไปช่วยกันทำนุบำรุงวัด
ที่ปู่ย่าตายายท่านสร้างเอาไว้ให้

๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

กิจวัตรกิจกรรมทุกอย่างในวัด
ล้วนเป็นทางมาแห่งบุญกุศลทั้งนั้น
แล้วแต่ใครฉลาด
ก็หาบุญเก็บบุญกันไป

๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑

---------------------------------

มีโอกาสที่จะหยิบฉวยอะไรได้
ในกิจการงานสงฆ์
หรืองานส่วนรวมให้ช่วยกันทำเถิด
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบุญกุศล
ที่ทำให้บารมีของเราเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้น

๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑

---------------------------------

เมื่อเรามาวัด...
ต้องมาด้วยความเต็มใจ
ด้วยความสุขใจ
แล้วก็อย่ายินดี
ในความสะดวกสบายมากนัก

๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑

---------------------------------

นำแต่สิ่งดีๆ เข้าไปในวัด
สิ่งที่ไม่ดี เช่น สุราเมรัย บุหรี่
ยาเสพติด การพนัน
ให้เอาออกไปนอกวัดให้หมด

๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

เวลามาวัด...
ควรแต่งกายด้วยชุดขาวๆ
ที่สุภาพเรียบร้อย

๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

---------------------------------

ใส่ชุดขาวมาวัด มีความจำเป็นนะ
เพราะชุดขาวๆ
เป็นสัญลักษณ์ของ
อุบาสก อุบาสิกา

๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

---------------------------------

แต่งชุดขาวๆ มาวัด
เราก็จะได้บุญเพิ่มอีก ๑ บุญ
คือ เป็นต้นแบบที่ถูกต้อง
ให้กับชาวโลกทั้งหลาย

๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

---------------------------------

การขัดวิมาน (ขัดห้องน้ำ)
เป็นการให้เกียรติผู้ที่มาใช้บริการสถานที่ตรงนี้
มีอานิสงส์ทำให้ เราจะไปสถานที่ใดก็ตาม
ก็จะได้รับเกียรติ ได้รับการยกย่อง
ได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยมในทุกสถาน
จะเห็นแต่สถานที่รื่นรมย์ สบายอกสบายใจ
เพราะเราให้ความสบายกายสบายใจกับเขา
ปฏิบัติธรรมก็เข้าถึงธรรมได้ง่าย

๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

---------------------------------

เมื่อผู้มีบุญได้เข้าวิมานที่เราขัดแล้ว
ใจเขาสบาย
เอาใจที่สบายไปปฏิบัติธรรม
แล้วเขาเข้าถึงธรรม
เราจะมีส่วนแห่งบุญตรงนี้ด้วย

๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

---------------------------------

การรับบุญขัดวิมานในวัด (ขัดห้องน้ำ)
จะได้รับอานิสงส์ คือ
ทำให้เราได้ลดมานะทิฏฐิ (ความถือตัว)
ได้ออกกำลังกาย ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
ผิวพรรณวรรณะผ่องใส
จิตใจสดชื่น เบิกบาน มีความสุข

๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

---------------------------------

สถานที่สะอาด ร่มรื่น
แสดงถึงจิตใจของผู้ที่มีคุณธรรม
และเป็นการให้เกียรติผู้ที่มาเยี่ยมเยียน

๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕

---------------------------------

ถ้าเราทำสถานที่ให้สกปรก
ห้องน้ำไม่สะอาด
เหมือนกับเราไม่ยินดีต้อนรับแขก

๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕

---------------------------------

อยากให้ลูกทุกคนได้ถือโอกาส
ฝึกอุปนิสัยของเรา
ที่จะช่วยกันรักษาความสะอาด
และช่วยลดภาระผู้ที่ดูแลทำความสะอาด
รวมทั้งให้ผู้ที่จะมาใช้บริการต่อจากเรา
ให้เขามีความรู้สึกว่า เป็นคนแรกเสมอ
คือ ทั้งอ่างล้างหน้า ทั้งในห้องน้ำ
ให้สะอาดและแห้ง

๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

---------------------------------

เราจะต้องเคารพในปฏิสันถาร
ในการต้อนรับแขก
ด้วยการช่วยกันทำความสะอาดวัด
อย่าให้มีสิ่งสกปรกรกรุงรัง
นี่เป็นปฏิปทาของคุณยายอาจารย์ฯ*
ขอให้ลูกหลานคุณยายได้สืบทอดกันต่อไป

๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕

* คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย

---------------------------------

ต้องให้ความเคารพในบุญสถาน
เพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระรัตนตรัย

๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

การสร้างวัดขึ้นมาไม่ใช่เพราะ
อยากเด่น อยากดัง หรืออยากอะไรเลย
นอกจากอยากให้มนุษย์
ทุกคนในโลกนี้ไม่ตายฟรี
เกิดมาชาตินี้ให้เขารู้ว่า...
มีพระรัตนตรัยในตัว

๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

---------------------------------

วัดใหญ่หลายๆ วัด
โดยเฉพาะวัดพระธรรมกาย
ที่สร้างใหญ่ก็มีวัตถุประสงค์
เพื่อเอาไว้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม
ให้สาธุชนผู้มีบุญทั้งหลาย
ที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ห่างไกลนัก
ได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกัน
เป็นพลังหมู่ในการปฏิบัติธรรม
เมื่อคนมาเยอะก็ต้องสร้างใหญ่
ไม่ได้เกี่ยวกับรวยหรือจนเลย

๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

---------------------------------

ที่สร้างมหาธรรมกายเจดีย์
ก็เพื่อเป็นศูนย์รวมใจ
ให้คนนึกถึงบุญ นึกถึงพระรัตนตรัย
ใจจะได้เป็นกุศล
เมื่อใจเป็นกุศล เลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ก็จะเป็นรหัสผ่านไปสุคติภพ

๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

---------------------------------

การสวดมนต์ไหว้พระ
จะช่วยกลั่นกรองจิตใจของเรา
ให้หยุดนิ่งได้ง่าย
เข้าถึงธรรมได้ง่าย

๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๘

---------------------------------

ขณะสวดมนต์
ทำความรู้สึกประหนึ่งว่า
กำลังเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์
ของพระพุทธองค์
เสียงที่เปล่งออกมา ให้เป็นเสียงแก้ว
ที่กลั่นออกมาจากแหล่ง
แห่งความบริสุทธิ์ภายใน

๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

เสียงสวดมนต์ที่กระจายออกไปจากใจใสๆ
ที่เกิดจากความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้น
จะเชื่อมเป็นพลังใจซึ่งกันและกัน
จะเป็นกระแสคลื่นแห่งความบริสุทธิ์
ที่ขยายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ที่จะช่วยขจัดสิ่งที่เป็นมลทินที่อยู่ในบรรยากาศ
ทุกข์ โศก โรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ
ให้มลายหายสูญไป

๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

ทุกครั้งที่เราสวดมนต์
ใจจะถูกกลั่นให้สะอาดบริสุทธิ์
บุญก็เกิดขึ้นกับตัวเรา
วิบากกรรมที่ติดมาข้ามภพข้ามชาติ
เพราะอกุศลเข้าสิงจิตทำให้เราพลาดพลั้ง
คิดผิด พูดผิด ทำผิด ก็จะถูกกลั่นแก้ไปด้วย
หนักก็จะเป็นเบา เบาก็จะหาย
จิตใจที่ขุ่นมัวก็จะใสสว่าง

๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

อานุภาพการสวดสรรเสริญ
คุณของพระรัตนตรัย
จะช่วยขจัดทุกข์โศกโรคภัย
สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ ที่มาเกิดกับเรา
และมวลมนุษยชาติทั้งหลาย
ให้มลายหายสูญไป

๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

หมั่นสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย
ด้วยจิตที่เลื่อมใสทุกๆ วัน
และเวลาสวดให้สวดด้วยใจที่ชุ่มชื่น
เบิกบาน ให้มีความเคารพเลื่อมใส
ในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง

๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

พระรัตนตรัยภายใน
เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง

๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

---------------------------------

การเจริญพุทธานุสติ
คือ การระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
มีอานิสงส์ใหญ่ จะปิดประตูอบายภูมิ
ทำให้ไม่ต้องไปเกิดในนรก
ไม่ต้องไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
แม้ในปัจจุบัน ถ้าเข้าถึงได้
หรือเพียงแต่นึกได้ตลอดเวลา
ก็จะทำให้เรามีความสุข สดชื่น
เบิกบานทันทีที่ระลึกถึง

๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐

---------------------------------

พระรัตนตรัยมีคุณไม่มีประมาณ
เป็นสรณะอันเกษม ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า
เข้าถึงได้จะมีความสุขในปัจจุบัน
จะรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย
และไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดทั้งสิ้น
เมื่อถึงคราวละโลกก็จะนำไปสู่สุคติโลกสวรรค์
สามารถปิดอบายไปสวรรค์
มีความสุขในปัจจุบันทันที

๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------

พระรัตนตรัย
เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่แท้จริง
แหล่งกำเนิดแห่งปัญญาบริสุทธิ์
เป็นคลังแห่งความรู้แจ้งเห็นจริง
ในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง

๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖

---------------------------------

พระรัตนตรัย เป็นบ่อเกิดแห่งบุญ
ที่มีอานุภาพไม่มีประมาณ
ที่จะบันดาลความสุขและความสำเร็จในชีวิต
ให้บังเกิดขึ้นกับเราได้

๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖

---------------------------------

เมื่อเดินทางไกล
ให้อาราธนาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ให้ปกปักรักษาพวกเราทุกคนให้ปลอดภัย
ในการเดินทางไปในทุกสถานที่
๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙

---------------------------------


0

บุญ - ทาน

บุญ-ทาน
คำไม่เล็กของคุณครูไม่ใหญ่ 1




ดวงบุญในตัวเราจะโตขึ้นทุกครั้ง
ที่เราพูดเรื่องบุญเรื่องกุศล

๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

เราใช้บุญเก่าหมดไปทุกวัน
เมื่อไรหมดบุญก็หมดสิทธิ์ที่จะหายใจ
หมดบุญก็หมดลม
พอหมดลมก็หมดโอกาสที่จะครอบครองทุกสิ่ง
ที่เราเคยครอบครอง
ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ
ครอบครองไม่ได้เลย

๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

ทำไมต้องชวนทำบุญบ่อยๆ
ก็บุญเก่ามันหมดไปบ่อยๆ
บุญใหม่ก็ต้องทำบ่อยๆ
มันถึงจะมาทดแทนกันได้

๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

ทำไมเราต้องทำบุญบ่อยๆ
เพราะบุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข
และความสำเร็จในชีวิต
มีบุญมาก อุปสรรคก็น้อย
มีบุญน้อย อุปสรรคก็มาก

๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

------------------------------

การทำบุญ
ก็เพื่อตัวเราเอง...ไม่ใช่เพื่อใคร
ทำที่ใครก็ได้ที่เรา
ทำบ่อยๆ เราก็ได้บ่อยๆ
นานๆ ทำที นานๆ เราก็ได้ที
นี่คือเหตุผลทำไมต้องชวนทำบุญบ่อยๆ

๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

------------------------------

กว่าจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้
มันยากมาก...แต่ตายง่าย
ดังนั้นจะต้องรีบ
สร้างบุญบารมีกันให้เยอะๆ

๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

------------------------------

ชีวิตในสังสารวัฏ
มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่บังคับเราอยู่
ถ้าสั่งสมบุญ...ชีวิตก็รุ่งเรือง
ถ้าสั่งสมบาป...ชีวิตก็ร่วงโรย

๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

บุญเก่าที่เราทำมา
เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ปลูกมานานแล้ว
พร้อมที่จะออกดอกออกผล

๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

ชีวิตต้องมีค่าใช้จ่าย
ถ้าเราไม่ดึงมาทำบุญ
มันก็ต้องจ่ายไปในทางอื่น
แต่จ่ายทางอื่น
มันไม่ติดไปในภพเบื้องหน้า
แต่ถ้าจ่ายมาทางบุญ
มันจะเป็นสมบัติติดตัวเราไปในภพเบื้องหน้า

๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

อย่าไปกู้เงินมาทำบุญ
ทำให้หมดใจ แต่อย่าให้หมดตัว
เมื่อเราทำเต็มกำลังของเราแล้ว
หมดใจของเราแล้ว
เราก็ไปชวนผู้มีบุญคนอื่นที่เขามีทรัพย์
แต่เขายังไม่รู้
ไปปลูกศรัทธาเขา ไปบอกให้เขารู้
ก็จะเป็นทางมาแห่งบุญของเรา
ซึ่งตอนนี้ขาดแคลนทุนทรัพย์
ต้องฉลาดหาบุญอย่างนี้

๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕

------------------------------

ทำบุญประณีต
เพื่อให้หัวใจเราประณีต
จะมีอานิสงส์ คือ ได้สมบัติประณีต
วิมานก็จะประณีต
รัศมีกายเราก็จะประณีตสว่างสดใส

๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

ทำบุญประณีตด้วยใจที่ประณีต
เวลาสมบัติเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
มนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ
ก็จะประณีตตามไปด้วย

๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

จะไปหวังให้บุญหล่นทับ มันไม่มี
หรือหวังแค่บุญที่เขาอุทิศไปให้
เราก็ได้นิดๆ
สู้เราทำเองไม่ได้ เราได้เน็ตๆ

๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

*net ในที่นี้หมายถึงได้บุญเต็มที่

------------------------------

บุคคลผู้มีความเคารพในทาน
เคารพในธรรม จะไปในที่ใด
ย่อมได้รับการยกย่องชื่นชมในทุกแห่งหน
เคารพในทาน ทรัพย์ก็มาง่าย
เคารพในธรรม ธรรมก็มาง่าย

๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

บุคคลที่เคารพในธรรม
มีอานิสงส์
เมื่อปฏิบัติธรรมจะเข้าถึงธรรมได้ง่าย
จะเป็นประเภทปฏิบัติสะดวก
ตรัสรู้ได้รวดเร็ว

๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

สมบัติทั้ง ๓ คือ
มนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ
เราจะมีได้ก็เพราะบุญอย่างเดียว
ที่เป็นพลังสำคัญ
ทำให้เรามีความพร้อมในทุกๆ สิ่ง

๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

จะไปทำบุญวัดไหน
ต้องให้เหลือเรื่องเดียว
คือ เราจะมาเอาบุญ
ไม่ต้องการให้ใครมาเอาใจ
ใครจะเอาใจหรือไม่เอาใจก็ไม่เป็นไร
แต่เราต้องรักษาใจของเราให้ใสๆ

๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

เมื่อไปทำบุญที่วัดต้องรักษาใจให้ใสๆ
คนเรื่องมาก มักจะได้บุญน้อย
คนเรื่องน้อย ก็จะได้บุญมาก
เราไม่ต้องการให้ใครมาเอาใจ
แต่เราควรจะรักษาใจของเราให้ใสๆ

๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

ตระหนี่ หวงแหน เสียดายทรัพย์
ชาตินี้ตายไปก็เอาไปไม่ได้
ชาติต่อไปเกิดมาลำบากยากจน
มีชีวิตที่ต้องดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา
จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด
ซึ่งตรงนี้จะเป็นทางมาแห่งบาปอกุศล

๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

ทำบุญแล้วหงุดหงิด ขุ่นมัว
เวลาได้ทรัพย์จะได้แบบทุกขลาภ
ต้องมีเรื่องทำให้เซ็งเครียดเบื่อกลุ้ม
เดือดเนื้อร้อนใจ หงุดหงิด งุ่นง่าน
ฟุ้งซ่าน รำคาญใจก่อนจึงจะได้ทรัพย์

๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

ถ้าหากเรารักษาอารมณ์ดีอารมณ์เดียว
อารมณ์ใสๆ ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน
ทั้งก่อนทำบุญ ขณะทำบุญ และหลังจากทำแล้ว
เวลาสมบัติเกิดมันจะได้มาอย่างง่ายๆ

๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

คิดก่อน ทำก่อน
บุญเกิดขึ้นก่อน
สมบัติก็เกิดขึ้นก่อน
คิดดูก่อน ทำทีหลัง
บุญก็เกิดขึ้นทีหลัง
สมบัติก็เกิดขึ้นทีหลัง

๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

มีบุญอะไรให้ทำ ก็รีบทำ
อย่าเอาไว้ก่อน อย่าคิดดูก่อน
นอกจากบุญจะเกิดช้า สมบัติเกิดช้าแล้ว
เราอาจจะตายก่อน
ไม่มีโอกาสได้ทำบุญก็ได้

๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

อย่าให้บาปตามทัน
ด้วยการทำบุญให้มากๆ
จนมันตามไม่ทัน
เดี๋ยวมันก็หมดกำลังไปเอง

๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

ทานบารมี เป็นเรื่องสำคัญ
ทำไว้เถิดประเสริฐนัก
เราจะมีโภคทรัพย์สมบัติ
ก็ด้วยอานุภาพแห่งมหาทานบารมีของเรา
ซึ่งจะทำให้การสร้างบารมีข้ออื่นๆ
ที่มีอยู่อีกหลายข้อนั้นสะดวกสบาย ง่ายดาย
เพราะเรามีทรัพย์เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมี

๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

------------------------------

ความฝืดเคืองในภพชาติต่อไปจะหมดสิ้นไป
ด้วยมหาทานบารมีที่เราสั่งสมกัน
อย่างสม่ำเสมอ
แต่ถ้าหากใครทำไม่สม่ำเสมอ สมบัติก็จะ
มาเป็นช่วงๆ เป็นตอนๆ เราประกอบเหตุอย่างไร
ผลก็เป็นอย่างนั้น เพราะชีวิตในสังสารวัฏมีแต่
เรื่องเหตุกับผล ประกอบเหตุอย่างนี้ ผลก็ต้อง
เป็นอย่างนี้ ที่มีผลอย่างนั้นเพราะประกอบเหตุ
จากสิ่งนั้น มีแต่เรื่องเหตุเรื่องผลทั้งนั้น ไม่ใช่
เรื่องงมงายเลย

๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

------------------------------

เราเกิดมาสร้างบารมีก็ต้องทำบุญบ่อยๆ
เหมือนหายใจยังต้องหายใจบ่อยๆ
รับประทานอาหารกันบ่อยๆ
อาบน้ำกันบ่อยๆ พักผ่อนนอนหลับกันบ่อยๆ
ฝนยังตกบ่อยๆ ทุกอย่างต้องทำบ่อยๆ ทั้งนั้น
บุญก็ต้องทำบ่อยๆ
ถ้านานๆ ทำที บุญเราก็น้อย
บุญน้อยๆ จะสู้กับบาปไม่ได้

๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖

------------------------------

ในตัวมนุษย์มีทั้งบุญทั้งบาป
ดูตัวเราเป็นเกณฑ์
มีทั้งบุญทั้งบาปอยู่ในตัว

๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

------------------------------

วันหนึ่งเราได้เวลาเท่ากัน
คือคนละ ๒๔ ชั่วโมง
แต่ได้ไม่เท่ากัน
คือได้บุญกุศลไม่เท่ากัน

๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

------------------------------

อย่านึกว่า...
การมาเกิดในตระกูลเศรษฐีนั้นง่ายนะ
ยากพอๆ กับการไปเกิดบนสวรรค์นั่นแหละ
ต้องมีบุญมีบุญก็เพราะทำบุญ
บุญหล่นทับไม่มี ไม่เคยเจอ
เจอแต่ได้ยินเขาพูดกัน
และส่วนใหญ่คนพูดไม่ค่อยจะมีบุญนะ

๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

------------------------------

ในสมัยพุทธกาลหรือก่อนหน้านั้น
เขาวัดความเป็นเศรษฐี จะดูกันที่ตั้งโรงทาน
ใครตั้งโรงทานมาก...แสดงว่ารวยมาก
วันไหนเศรษฐีได้ยินเสียงอื้ออึงของยาจก
วณิพกที่โรงทาน จะรู้สึกปลื้มใจ ดีอกดีใจ หน้า
บานเป็นกระด้งแป้ง ถ้าวันไหนไม่ได้ยินเสียง
เศรษฐีจะกลุ้ม แสดงว่าวันนั้นไม่มีคนมารับทาน
นี่ความทุกข์ของเศรษฐีผู้ใจบุญในสมัยโน้น

๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

------------------------------

มีบางท่านเข้าใจผิด ถามว่า
“ถ้าเสียเงินซื้อบุญ
แล้วจะได้ไปสวรรค์ไหม”
คือมีความรู้สึกว่า ได้เอาเงินซื้อบุญ
เหมือนซื้อวัตถุสิ่งของ ซึ่งมันไม่ใช่
“บุญ” ซื้อไม่ได้ ไม่ใช่การซื้อขาย ต้องมี
จิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เคารพในทานนั้น
จิตต้องบริสุทธิ์ นิวรณ์ครอบงำไม่ได้ บุญถึงจะ
เกิดเต็มที่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการซื้อขาย ต้องเข้าใจ
ตรงนี้

๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

------------------------------

เมื่อทำบุญไปแล้ว
ให้นึกทบทวนบุญบ่อยๆ
นึกทุกครั้งบุญจะทับทวีขึ้นเรื่อยๆ
ตรงนี้สำคัญ ต้องฝึกให้คุ้น

๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

------------------------------

ต้องหมั่นนึกถึงบุญบ่อยๆ
บุญของเราจะได้เพิ่มขึ้น
อย่าเข้าใจผิดคิดว่า ทำกันครั้งนั้นแล้วก็
เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว “บุญ” ไม่เหมือนกับการ
รับประทานอาหาร ทานอาหารมื้อนั้นเสร็จเรียบร้อย
แล้ว กลับมานึกใหม่ในวันหลังมันไม่อิ่มท้อง แต่
นึกถึงบุญแล้วจะอิ่มใจ ทำครั้งหนึ่งนึกได้นับครั้ง
ไม่ถ้วน นึกทุกครั้งบุญก็เพิ่มเติมขยับขยาย
เพิ่มขึ้นทุกครั้ง

๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

------------------------------

ผลของบุญมีจริง
นรกสวรรค์มีจริง
โดยเฉพาะบุญ
ที่ทำในพระพุทธศาสนานั้น
มีผลมากจริงๆ

๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

------------------------------

จะมือถึง ใจถึง ทีมถึง ทุนถึง
แต่ถ้าบุญไม่ถึง ก็ไปไม่ถึงเป้า

๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

บาปแก้ได้ด้วยบุญ
บาปใครจะช่วยล้างไม่ได้
จะถ่ายถอนแทนก็ไม่ได้
จะต้องล้างเอง แก้เอง ถ่ายถอนเอง
ด้วยการสั่งสมบุญ

๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

------------------------------

เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้ไม่นาน
รวยก็รวยไม่นาน จนก็จนไม่นาน
เพราะฉะนั้นเมื่อเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี
ก็ต้องสร้างให้เต็มที่
เราใช้บุญเก่ากันไปทุกวัน ทุกอนุวินาที
ตลอดเวลาเลย
แต่บุญใหม่นานๆ ทำที อย่างนี้ไม่ถูกต้อง
มันต้องให้พอๆ กัน
หรือให้ยิ่งกว่าบุญเก่าที่เคยทำผ่านมา

๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

------------------------------




0

ความจริงของชีวิต

ความจริงของชีวิต
คำไม่เล็กของคุณครูไม่ใหญ่ 1




พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสรุปว่า
ชีวิตในสังสารวัฏสิ่งที่ควรทำคือ
“ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส”
นี่คือคำสรุปของผู้รู้
ที่เป็นแผนผังชีวิต หรือแผนที่
ที่จะทำให้เราเดินทางในสังสารวัฏได้ดีที่สุด

๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

--------------------------------

อย่าลืมว่า เราเกิดมาสร้างบารมี
และมีเวลาอยู่ในกายมนุษย์จำกัด
เราจะต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่เรามี
ตั้งแต่กาย วาจา ใจ ชีวิต จิตวิญญาณ
ทรัพย์สมบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างมาสร้างบารมี

๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

--------------------------------

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง
จะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
จะมีวิญญาณครองหรือไม่มีวิญญาณครอง
ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น
ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปยึดมั่นถือมั่น
หรือไปผูกพันกันมากนัก
เอาแค่พอเป็นเครื่องอาศัย
ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นพอแล้ว

๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

--------------------------------

การเดินทางครั้งสุดท้าย
ในนาทีวิกฤตของชีวิต
ตอนสำคัญ...เมื่อเราใกล้จะตาย
ช่วงนั้นอย่าเอาใจไปเกาะอะไร
ไม่ต้องสนใจใครๆ ทั้งนั้น
หยุดไปในกลางตัว นิ่งๆอย่างเดียว
ตรงนี้เป็น Know-how จำไว้ให้ดี

๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย และเราก็เคยตาย
กันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน
ความตายไม่ใช่ของใหม่
แต่เป็นของเก่าที่เกิดขึ้นซ้ำๆ
นับครั้งไม่ถ้วน

๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

--------------------------------

ทุกคนในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
จะต้องเดินทางไปสู่ปรโลกด้วยกันทั้งนั้น
ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้เลย
แม้ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม

๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

ช่วงสุดท้ายของชีวิต
ใครก็ช่วยเราไม่ได้
ความใสของใจ…
เราต้องทำด้วยตัวของเราเอง
คนอื่นได้แค่คอยชี้แนะ
คอยเป็นกำลังใจให้เท่านั้น

๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

คิดแต่เรื่องดีๆ
พูดแต่เรื่องดีๆ
และทำแต่เรื่องดีๆ
เดี๋ยวใจจะใสเอง

๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

จะประกอบอาชีพอะไรต้องคิด
ต้องเลือกให้ดี
เพราะมันสัมพันธ์กับความใสความหมองของใจ
อย่าดูแค่ว่ารวยอย่างเดียว
ต้องดูว่ารอดไหม
ถ้ารวยและรอดก็ลุย
รวยแต่ไม่รอดก็อย่าลุย ให้เลิก
หรือยับยั้งไว้...ด่วนเลย

๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

--------------------------------

เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด
จะต้องใช้เวลาในการสร้างบารมีให้มากๆ
เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย
เราเสียเวลาในการนอนหลับพักผ่อนไปถึง
หนึ่งในสามของชีวิต ทำมาหากินอีกหนึ่งในสาม
อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร
ขับถ่าย เข้าสังคม เดินทางไกลอีก เพราะฉะนั้น
เวลาที่สร้างบารมีจริงๆ มันเหลือนิดเดียว

๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

ในยุคกัปไขลง*
วันเวลาแห่งการสร้างบารมีมีไม่มาก
ส่วนใหญ่จะหมดเวลาไป
กับการนอนหลับพักผ่อน
และการทำมาหากิน
เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลืออยู่
ต้องสร้างบารมีให้เต็มที่

*ช่วงที่อายุขัยเฉลี่ยมนุษย์ลดลงโดยทุก ๑๐๐ ปี อายุจะลดลง ๑ ปี

--------------------------------

ความตายไม่มีนิมิตหมาย
เราจะเดินทางออกจากกายหยาบนี้ไป
เมื่อไรก็ไม่ทราบ
ชีวิตมนุษย์แค่ประเดี๋ยวประด๋าว
แต่ชีวิตหลังความตายนั้นยาวนาน
สุขก็สุขนานทุกข์ก็ทุกข์นาน

๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

--------------------------------

เวลาชีวิตในโลกมนุษย์แค่ประเดี๋ยวเดียว
เราต้องแยกให้ออกว่า
เรื่องอะไร “ด่วน” ควรเร่งรีบทำ
เรื่องอะไร “สำคัญ” สำหรับชีวิต
“บุญ” เป็นเรื่องด่วนต้องเร่งรีบทำ
“การปฏิบัติธรรม” เป็นเรื่องสำคัญ
ต้องทำให้ได้ทุกวัน

๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

คนส่วนใหญ่ในโลกนี้
เขามีชีวิตดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
แต่ไม่มีใคร...ดิ้นรนเพื่อจะเอาตัวรอด
ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเป็นอย่างไร
คือดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ หนึ่ง
ทำมาหากิน แข่งขัน แก่งแย่งชิงดีกันไป
แต่ว่าที่จะดิ้นรนเพื่อจะเอาตัวรอด
ไปสวรรค์ได้นั้น...มีไม่กี่คน

๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

เรื่องของชีวิตมันซับซ้อน
เราอย่ามีชีวิตอยู่เพียงแค่เพื่อความอยู่รอด
เก่งในเรื่องทำมาหากินอย่างเดียว...มันไม่พอ
ต้องเอาตัวให้รอดด้วย
รอดจากอบาย รอดจากภัยในวัฏสงสาร
รอดขึ้นไปเกิดบนสวรรค์
และรอดจากกิเลสอาสวะไปสู่นิพพาน

๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

โลกยังขาดแคลนความรู้ที่แท้จริง
จึงไม่ได้ทำงานที่แท้จริงเสียที
มีความรู้แค่เพื่อการดำรงชีพ
เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
แต่ความรู้ที่จะเอาตัวให้รอด
ยังไม่ได้ให้ความสำคัญเลย
เพราะฉะนั้นชาวโลกตอนนี้
แม้อยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า
แต่ความจริงแล้วยังมืดภายในอยู่
เพราะยังไม่รู้หนทางที่จะดำเนินชีวิตกันอย่างไร

๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

ชาวโลกอาจเข้าใจดีเรื่องโลกนี้
แต่เรื่องปรโลก *ยังไม่ค่อยเข้าใจ
เขามีความรู้อย่างสมบูรณ์เรื่องโลกนี้
แต่ความรู้เรื่องปรโลกเขายังไร้เดียงสา
ซึ่งเป็นโลกที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้
เราปฏิเสธการไปประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้
แต่ปรโลก...เราปฏิเสธไม่ได้

๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

*โลกอื่น หรือ ชีวิตหลังความตาย

--------------------------------

ละโลกแล้วเราต้องไปสู่ปรโลก
เราจะเอาความเชี่ยวชาญ
ในเมืองมนุษย์ไปใช้ในปรโลกไม่ได้
เพราะในปรโลกไม่มีการทำมาหากิน
เขาเป็นอยู่ได้ด้วยบุญและบาปเท่านั้น

๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

--------------------------------

คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นความรู้สากล ที่ทุกคนในโลกจะต้องศึกษา
เพื่อจะได้นำกลับมาพัฒนาตนเอง
จะทำให้ดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง
ปิดอบาย ไปสวรรค์
มีสุขในปัจจุบัน และดับทุกข์ได้
ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ ถ้ายังไม่ได้ศึกษา
เราจะไม่มีวันทำได้ถูกต้อง...ตรงนี้อันตราย

๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

--------------------------------

สิ่งที่จะต้องเรียนรู้นอกเหนือจากวิชาชีพแล้ว
ควรจะเรียนวิชชาชีวิตด้วย
วิชาชีพทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้
แต่วิชชาชีวิตทำให้ชีวิตที่เรามีอยู่นั้น
เกิดคุณค่าอันสูงส่ง
มีสุขทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวเราและชาวโลก

๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

--------------------------------

นรกสวรรค์มีจริง
พิสูจน์ได้ด้วยพุทธวิธี

๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

อย่าไปสรุปว่า “นรกสวรรค์ไม่มี”
เพราะเราไม่เคยเห็น แล้วก็ไม่เคยเห็นใครเห็น
แล้วสรุปว่า “ไม่มี” ไม่ได้
บางอย่างที่เราไม่เห็น
ไม่ได้แปลว่า ไม่มี
เพราะคนที่เขาเห็นมีอยู่

๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

--------------------------------

เราอย่าเพิ่งไปสรุปเอาว่า
นรกสวรรค์เป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีจริง
มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว
แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัว
เพราะทุกการกระทำ
จะมีผลโยงไปถึงภพภูมิหลังความตาย

๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

--------------------------------

นรกสวรรค์มีจริง
ไม่ใช่สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ
หรือคิดว่า เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่
นั่นสำหรับคนที่เขาอยากจะทำอะไรก็ได้ เขาก็
มีเหตุผลที่สวยงามอย่างนั้น เราอยากจะไปรู้
ตอนเป็น หรือว่าจะเห็นตอนตาย ถ้าศึกษาเรียนรู้
ตอนเป็นก็มีโอกาสแก้ไขตัวเราได้ แต่ถ้าไปเห็น
ตอนตาย นั่นหมดสิทธิ์แล้ว นรกสวรรค์สามารถ
พิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง จุดเริ่มต้นให้เข้าถึง
พระในตัวก่อน

๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

--------------------------------

การไปสวรรค์ ไม่ง่ายนะ
เพราะคนส่วนใหญ่จะไปนรกกันเสียมากกว่า
โบราณจารย์ท่านอุปมาไว้ว่า
ในวัวตัวหนึ่ง มีเขาเพียงคู่เดียว
แต่มีขนปริมาณมาก
คนไปตกนรกปริมาณมากเหมือนขนโค
ไปสวรรค์มีปริมาณน้อยแค่เขาโค

๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

เราไม่ควรเอาชีวิตของเราไปเสี่ยง
โดยเลี่ยงการทำความดี
ตอนที่ยังแข็งแรงอยู่ แล้วไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า
ไปแสวงหาความใส
ตอนใกล้จะถึงวันสุดท้ายของชีวิต
มีคนเพียงจำนวนน้อย ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์
ที่โชคดี ดังนั้นเราอย่าเสี่ยงเลย เพราะถ้าพลาด
พลั้งไป ชีวิตในปรโลกนั้นยาวนาน เป็นหมื่น
เป็นแสน เป็นล้าน เป็นหลายๆ ล้านปี เป็นกัป
เป็นมหากัป...ยาวนานมาก เพราะฉะนั้นอย่าไป
เสี่ยง

๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

สัตว์ต่างๆในโลกนี้
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ๒ เท้า, ๔เท้า, สัตว์ปีก เป็นต้น
ล้วนก็คืออดีตมนุษย์
ที่ดำเนินชีวิตผิดพลาด ผิดกฎแห่งกรรม
.....อยู่ในภูมิของอบาย.....

๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

--------------------------------

“กฎแห่งกรรม”
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตั้งขึ้น
แต่พระองค์ไปรู้ไปเห็นมา
แล้วมีมหากรุณาจึงนำมาสั่งสอนสัตว์โลก
เพราะความสงสาร
กฎแห่งกรรมนี้ตั้งขึ้นโดยผู้มีฤทธิ์
มีอานุภาพมาก
เป็นฉากหลังบังคับหมด
ทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลายสรรพสิ่งทั้งปวง
ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น

๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

กฎแห่งกรรม
ไม่มีเปลี่ยนแปลงไม่มีละเว้น
แต่กฎหมายเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ในทุกภูมิภาคทั่วโลกก็ยังมีแตกต่างกันไป
ตามความจำเป็น
แต่กฎแห่งกรรมคงที่ ไม่มีเปลี่ยนแปลง
บางอย่างถูกกฎหมาย แต่ผิดกฎแห่งกรรม
ถึงแม้ไม่ติดคุก แต่ก็ไปอบาย

๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

กฎแห่งกรรมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในน้ำ บนบก ยอดเขา
ในอวกาศ ดวงดาวต่างๆ จะอยู่ในโลกนี้ หรือใน
จักรวาลไหนก็ตาม ตราบใดที่เรายังมีการกระทำ
ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไม่ว่าดีหรือชั่ว แม้จะ
เล็กน้อยเพียงไร จะเจตนา ไม่เจตนา ล้วนมีผล
ทั้งสิ้น มันจะติดตามตัวเราไปเหมือนเงาตามตัว
ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้

๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

--------------------------------

ชีวิตในสังสารวัฏอันตราย
ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่
ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น
คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
หว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น
ปลูกถั่วก็เป็นถั่ว ปลูกงาก็เป็นงา
ปลูกถั่วจะไปเป็นงาไม่ได้
ปลูกงาจะไปเป็นถั่วไม่ได้
ยกเว้น...คนตาถั่ว

๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

ถ้าดีชั่วรู้หมด...อดได้
ส่วนมากดีชั่วรู้ไม่หมด จึงอดไม่ได้
รู้หมด คือ ต้องรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้ง
ถ้าดีชั่วรู้หมดอย่างนี้...อดได้แน่นอน

๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

--------------------------------

ถ้ากลัวความตาย
ต้องหันหน้าไปพิจารณาความตาย
และสั่งสมบุญเอาไว้เยอะๆ
ด้วยทาน ศีล ภาวนา
แล้วความกลัวตายก็จะหมดสิ้นไป

๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

สำหรับคนที่กลัวความตาย
ในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่
หมั่นสั่งสมบุญบารมีเอาไว้เยอะๆ
ด้วยทาน ศีล ภาวนา
ให้ใจเราบริสุทธิ์ผุดผ่องมากๆ
แล้วความกลัวตายก็จะหมดสิ้นไป
เพราะเรามีที่พึ่งภายใน
มีทั้งบุญ มีทั้งธรรมะ มีความดีงามเป็นที่พึ่ง
ต้องฝึกทำทุกวันทุกคืนให้ติดเป็นนิสัย

๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

ถ้าเรารักตัวเอง
ก็ต้องหมั่นสั่งสมเติมบุญ เติมบารมี
เติมความบริสุทธิ์ในตัวของเราให้มากๆ

๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

--------------------------------

รีบชิงช่วงสร้างบารมี
ก่อนที่จะถูกช่วงชิงไปสู่ปรโลก
เพราะเราไม่รู้ภพชาติในอดีต
เราทำผิดทำพลาดอะไรมาบ้าง

๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

--------------------------------

ระบบการควบคุมชีวิตมี ๓ อย่าง
คือ บุญ บาป และไม่บุญไม่บาป
ธรรม ๓ ประการนี้
มีฤทธิ์มีอานุภาพมากพอๆ กัน

๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

ถ้ามีบารมีมาก
เราจะเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตได้ง่าย
อุปสรรคของชีวิตก็มีน้อย
ถ้าบารมีน้อยเราจะเข้าใจได้ยาก
อุปสรรคก็มาก

๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖

--------------------------------

อย่าถือสาข้อผิดพลาดของเพื่อนมนุษย์
ไม่ถือก็ไม่หนัก และไม่ต้องทน
ทำความเข้าใจว่า
เขาก็เป็นของเขาอย่างนั้นเอง
และเราก็เป็นของเราเช่นนี้เอง
เราก็ยังมีกิเลส และดวงปัญญาเราก็ยังไม่สมบูรณ์

๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

--------------------------------

แม้มีทิพยจักษุ แต่ถ้าไม่ใช้ก็ไม่เห็น
เหมือนเรามีกล้องส่องทางไกล
แล้ววางไว้ข้างๆ ตัว
ถ้าไม่หยิบขึ้นมาใช้ก็มองระยะไกลไม่เห็น

๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔

--------------------------------





0

Facebook