ธรรมกายไม่ใช่ลัทธิใหม่ ไม่ใช่นิกายใหม่



การปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย
ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่วิธีการใหม่
เป็นของเก่าแต่นำมาเป่าฝุ่นใหม่
เพราะพระธรรมกายมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนในโลก

วิธีปฏิบัติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ ๔๐ วิธี  ทุกวิธีเป็นไปเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายทั้งนั้น  แต่ที่ไม่รู้จักพระธรรมกาย  เพราะวางใจไว้ผิดที่  ถ้าหากเราวางใจไว้ถูกที่แล้ว  จะต้องเข้าถึงพระธรรมกายกันทุกคน

การปฏิบัติธรรม ๔๐ วิธี  ถ้าแยกเป็นประเภทสามารถแยกได้ดังนี้ คือ

๑ ส่งจิตออกนอกตัว
๒ ส่งจิตเข้าไว้ในตัว
๓ ส่งจิตเข้ากลางตัว

วิธีปฏิบัติประเภท ๑ กับ ๒ จะไม่พบพระธรรมกาย  แต่จะพบพระธรรมกายได้ด้วยวิธีประเภทที่ ๓  คือ เอาจิตเข้ากลางตัว  ซึ่งเป็นเส้นทางสายกลางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สายกลางของพระอริยเจ้า  

ประเภทที่ ๑  ส่งจิตออกนอกตัว เมื่อจิตสงบแล้ว จะพบแต่แสงสว่าง พบดวงแก้วนอกตัว บางครั้งก็มีนิมิตเลื่อนลอยต่าง ๆ เกิดขึ้นมามาก เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์สมัยโบราณ ท่านจึงไม่ให้ยึดติดในนิมิตเลื่อนลอยนั้น  แต่จะไม่พบพระธรรมกาย  จึงไม่รู้จัก  ทำให้เข้าใจว่า ธรรมกาย คือ ลัทธิใหม่ วิธีการใหม่ เป็นวิธีที่ ๔๑ บ้าง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

ประเภทที่ ๒ ส่งจิตเข้ามาในตัว  ที่สุดของสมาธิวิธีนี้ จะพบแค่ดวงสว่าง มีบางครั้งอาจพบกายของตัวเอง พบองค์พระบ้าง  แต่ก็ไม่ทราบว่าคืออะไร แล้วจะไปอย่างไรต่อ

ประเภทที่ ๓ ส่งจิตเข้ากลางตัว  วิธีนี้เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วนแล้วจะเข้าถึงพระธรรมกาย 

พระธรรมกายนั้นอยู่ในกลางตัวของมนุษย์ทุกคน  ที่ว่าเป็นของเก่าดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา  คือ หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๕๐๐ ปี  พระสัทธรรมนี้ คือ พระธรรมกายก็อันตรธานหายไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

และได้หวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านสละชีวิต ศึกษาค้นคว้า ตั้งแต่ส่งจิตออกนอกตัว  นำจิตเข้ามาสู่ภายในตัว  แล้วก็นำจิตเข้ากลางตัว ก็พบว่า นอกตัวกับในตัวนั้นไม่พบพระธรรมกาย  จะพบพระธรรมกายเมื่อวางใจไว้กลางตัวเท่านั้น

เมื่อนำจิตดำดิ่งเข้าไปสู่ภายในจึงพบพระธรรมกาย  พอพบพระธรรมกายแล้วอาศัยมหากรุณา  ได้นำสิ่งนี้มาเผยแพร่ต่อชาวโลกทั้งหลาย  เพื่อให้เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกแก่ชาวโลกว่า พระรัตนตรัยอยู่ในตัวของเรา

·       พระรัตนตรัย ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง อยู่ภายในตัวเรา

พระธรรมกายเป็นแก้ว เรียกว่า พุทธรัตนะ
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระธรรมกายนั้น หรือความรู้ทั้งมวลของพระธรรมกายหลั่งไหลออกมาจากในกลางของพระธรรมกาย เรียกว่า ธรรมรัตนะ

พระสงฆ์ หรือ พระธรรมกายละเอียด หรือดวงจิตที่ละเอียดที่รักษาธรรมรัตนะอันนั้นเอาไว้ เรียกว่า สังฆรัตนะ ซ้อนอยู่ภายใน

พุทธรัตนะ  ธรรมรัตนะ  สังฆรัตนะ  แม้จะแยกกันตามชื่อ  แต่ความจริงนั้นรวมเป็นอันเดียวกัน  พุทธรัตนะอย่างหนึ่ง  ธรรมรัตนะอย่างหนึ่ง  สังฆรัตนะอย่างหนึ่ง แต่รวมแล้วก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ สรณะที่พึ่งที่ระลึก เหมือนเพชร มีทั้งเนื้อดี สีดี แววดี รวมเรียกว่า เพชร เนื้อดีก็ได้แก่ พุทธรัตนะ สีดีก็ได้แก่ธรรมรัตนะ แววดีก็ได้แก่สังฆรัตนะ ทั้งสามนี้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ในกลางตัว

เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ วัดปากน้ำ  ท่านค้นคว้าต่อไป  ก็พบว่าความสว่างของจิตที่สว่างที่สุดนั้นต้องอยู่กลางตัว  อยู่ข้างนอกตัวนั้นสว่างพอประมาณ  อยู่ในตัวนั้นสว่างยิ่งขึ้น  อยู่กลางตัวนั้นสว่างที่สุด  

ความสว่างกับความบริสุทธิ์สัมพันธ์กัน ยิ่งสว่างเท่าไรความบริสุทธิ์ก็ยิ่งมีมากขึ้น

ความสว่าง ความบริสุทธิ์ กับความมั่นคงของจิตก็สัมพันธ์กัน อยู่นอกตัวเหมือนยืนหมิ่น ๆ หมิ่นเตียง หมิ่นโต๊ะ อยู่กลางตัวก็เขยิบเข้ามาหน่อย อยู่กลางตัวเหมือนยืนอยู่จุดกึ่งกลางของโต๊ะ มีความมั่นคง

เพราะฉะนั้น ขอได้โปรดทำความเข้าใจกันให้ดีว่า พระธรรมกาย ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่นิกายใหม่  ไม่ใช่วิธีที่ ๔๑  แต่ว่าวิธีปฏิบัติทั้ง ๔๐ วิธีนั้น  เป็นไปเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในทั้งสิ้น

แต่เนื่องจากว่า เราใช้คำนั้นไม่ครบถ้วน  มักจะใช้คำว่า เป็นวิธีธรรมกาย เมื่อเราใช้คำว่า วิธีธรรมกาย  ผู้ที่ไม่เข้าใจก็คิดว่า เป็นวิธีที่ ๔๑ แต่ถ้าคำเต็มแล้ว เขาใช้ว่า วิธีเข้าถึงพระธรรมกาย

เพราะฉะนั้น ทุกคนกรุณาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี  แล้วเราจะพบว่า ของจริง ๆ นั้นมีอยู่ในตัวของเรานี่เอง ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ในกลางตัว ที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยใจของเราที่ละเอียดเท่ากันกับพระธรรมกาย  เหมือนเครื่องส่งเครื่องรับของพระธรรมกายนั้นตรงกัน  เหมือนเครื่องส่งเครื่องรับวิทยุอย่างนั้น

·       สติปัฏฐาน ๔ กับวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายก็คืออันเดียวกัน

แล้วพระธรรมกายที่อยู่ในกลางตัวนี้  ก็เป็นวิธีปฏิบัติแบบสติปัฏฐาน ๔ คือ ตามเห็นกายในกายเข้าไปเรื่อย ๆ กายภายในซ้อนอยู่กายภายนอก แล้วก็กายภายในซ้อนอยู่กายภายใน เป้าหมายก็คือ ต้องการให้เข้าไปถึงกายที่สุด ที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา

กายภายนอกที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีสาระแก่นสาร ท่านให้ปลด ปล่อย วาง ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปยึด เนื่องจากว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ยึดไว้ก็เสียเวลาเปล่า

กายภายนอกท่านให้วางเอาไว้ ให้เข้าไปยึดกายที่สุด ที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา ให้ความสุขอย่างเต็มเปี่ยมของชีวิต ให้ความเบิกบาน เป็นตัวตนที่แท้จริง บังคับบัญชาได้ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

จะเปลี่ยนจากผู้ไม่รู้ มาเป็นผู้รู้ ความรู้นั้นเกิดจากการเห็นแจ้ง เห็นได้ด้วยตาธรรมกาย แล้วก็หยั่งรู้ได้ด้วยญาณของพระธรรมกาย จึงกลายเป็นผู้รู้เกิดขึ้น เมื่อรู้แล้วก็ตื่นจากกิเลสอาสวะที่ครอบงำอยู่ เช่น ความโลภทำให้จิตหิว ความโกรธทำให้จิตร้อน ความหลงทำให้จิตมืด หิว ร้อน มืดเหล่านี้ดับไป

เมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย จะมีความรู้สึกไม่หิว คือ เต็มเปี่ยม มีความอิ่มอกอิ่มใจ เบิกบาน จิตนั้นเย็นสบาย แล้วก็สว่าง ซึ่งตรงข้ามกับความหิว ความร้อน แล้วก็ความมืด จะรวมประชุมอยู่ในพระธรรมกาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว

·       ธมฺมกาโย อหํ อิติปิฯ

ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เกิดขึ้นเมื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ภาษาบาลีท่านเรียกว่า พุทโธ พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เพราะฉะนั้นเห็นพระธรรมกายนี้ จึงได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงยืนยันไว้ว่า

ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ เรา คือ ธรรมกาย ธรรมกาย คือ เรา

ท่านใช้คำนี้เพราะว่า ใจของท่านปล่อยวาง กายที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้าไปรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกายที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา กลืนกันเป็นเนื้อเดียว ใจท่านกับใจธรรมกายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด

ธรรมกายคือท่าน ท่านคือธรรมกาย

ดังนั้นคำนี้จึงเกิดขึ้น ธมมกาโย อหํ อิติปํ เรากับธรรมกายเป็นอันเดียวกัน เห็นพระธรรมกายก็ได้ชื่อว่าเห็นเรา เห็นเราก็ได้ชื่อว่าเห็นพระธรรมกาย นั่นหมายถึง พระธรรมกายของพระองค์

พระธรรมกายในตัวเราก็เหมือนกัน เมื่อเราเข้าถึงแล้ว ก็ได้ชื่อว่าเข้าถึงพระพุทธเจ้าภายใน เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายขอได้โปรดทำความเข้าใจดังกล่าวแล้ว

·       ขันธ์ ๕ กับ ธรรมขันธ์

กายที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น บางครั้งท่านก็เรียกว่า ขันธ์ ๕ มีกายมนุษย์หยาบที่เราอาศัยนั่งเข้าที่ปฏิบัติธรรม กายมนุษย์ละเอียดที่ซ้อนอยู่ภายใน นั่นก็เรียกว่าขันธ์ ๕ กายทิพย์ที่ซ้อนอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียด ก็เรียกว่าขันธ์ ๕ กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกลางกายทิพย์ ก็เรียกว่า ขันธ์ ๕ กายอรูปพรหมที่ซ้อนอยู่ในกลางกายรูปพรหม ก็เรียกว่าขันธ์ ๕

ที่เรียกว่าขันธ์ ๕ เพราะว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลาย ไม่มีสาระแก่นสาร

ส่วนธรรมกายที่เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา นั้นท่านมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมขันธ์ คือขันธ์ทั้งก้อนเป็นธรรมล้วน ๆ บริสุทธิ์ล้วน ๆ คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา จึงได้ชื่อว่า ธรรมขันธ์

เพราะฉะนั้น ขอได้โปรดแยกออกให้ได้ ระหว่างขันธ์ ๕ กับธรรมขันธ์

ดังนั้น สรุปได้ว่า  ธรรมกายนี้เป็นของมีอยู่จริงในกลางตัวของพวกเรา เป็นของมีอยู่เก่าก่อน ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่วิธีการใหม่ ไม่ใช่นิกายใหม่

·       วิเคราะห์วิธีปฏิบัติ ๔๐ วิธี

ส่วนวิธีการปฏิบัติ ๔๐ วิธีนั้น ฟังให้ดีนะ ไม่ว่าจะเป็นกสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อาหาเรปฏิกูลสัญญา อนุสสติ ๑๐ ธาตุ ๔ หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย

แต่ทีนี้ ทำไมบางท่านปฏิบัติวิธีอย่างนั้นแล้วจึงไม่พบพระธรรมกาย ก็ขอพูดซ้ำอีกทีว่า เพราะวางใจผิดที่

การปฏิบัตินั้น ถ้าเราเริ่มจากกสิณ เช่น สมมติว่า เราเริ่มจากกสิณน้ำ กำหนดน้ำเป็นอารมณ์ พอใจหยุดถูกส่วน ก็ได้ภาพน้ำนั้นติดอยู่ในใจเรา เป็นดวงกลมสว่าง ถ้าน้อมดวงสว่างนั้นมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เนื่องจากว่าธรรมกายนั้นอยู่ภายในนั้น

ดวงที่มาตั้งไว้ที่ฐานที่ ๗ นั้น จึงได้ชื่อปฐมมรรค แปลว่า หนทางเบื้องต้นที่จะเข้าถึงธรรมกายภายใน แต่ถ้าเอาดวงนั้นมาตั้งไว้ข้างหน้า คือหลับตาแล้วเห็นลอยอยู่ข้างหน้านั้น ธรรมกายไม่ได้เกิดขึ้นข้างหน้า เมื่อมาตั้งข้างหน้าจึงเป็นแค่กสิณ เป็นดวงสว่างเท่านั้นเอง

ทีนี้ ถ้าหากเราเริ่มต้นมาจากอสุภะ จากซากศพ เพ่งพิจารณาไป จะด้วยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ เพ่งเฉย ๆ หรือแยกแยะเป็นส่วน ๆ หรือจะใช้จินตมยปัญญา ความรู้จำที่ได้เรียนรู้มาจากตำรับตำราพิจารณา จะให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเป็นปฏิกูลอะไรก็แล้วแต่ เมื่อใจสงบ หยุดนิ่งเป็นสมาธิ ภาพอสุภะนั้นจะใสเป็นแก้ว แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นดวงสว่าง ดวงสว่างที่ลอยอยู่ข้างหน้า ถ้าอยู่ข้างหน้าก็เหมือนกับกสิณน้ำ เมื่อสักครู่นี้ที่หลวงพ่อยกเป็นตัวอย่าง ถ้าน้อมเอาเข้ามาไว้ที่ฐานที่ ๗ ก็เป็นปฐมมรรค คือ หนทางเบื้องต้นที่จะเข้าถึงธรรมกาย

อีกวิธี หากเราเริ่มมาจากลมหายใจเข้าออก ที่เราเรียกอานาปานสติ แปลว่า สติจับลมเข้ากับออกให้มันหยุดนิ่ง คือ จับให้อยู่ ลมมันเข้าแล้วมันก็ออก เข้า แล้วก็ออก ถ้าเราจับอยู่ได้ เราจะมีความรู้สึกลมมันนิ่งเหมือนไม่ได้หายใจ พอลมหยุด ใจก็หยุด พอใจหยุดดวงธรรมก็เกิด เป็นดวงสว่าง ใสเป็นแก้วทีเดียว อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน หรือยิ่งกว่านั้น

ถ้าหากว่า ลมมาหยุดที่ปากช่องจมูก ก็จะได้ดวงที่ตรงนั้น ถ้าหยุดอยู่ที่กลางทรวงอก ดวงก็อยู่ที่กลางทรวงอก ถ้าอยู่ลึกลงไปอีก ที่สุดของลมหายใจ ดวงก็จะอยู่ที่สุดของลมหายใจคือฐานที่ ๗

ถ้าหยุดดวงอยู่ข้างนอกที่ปากช่องจมูก แล้วตั้งเอาไว้อยู่อย่างนั้นเฉย ๆ เราก็จะไม่พบธรรมกาย ถ้าเอาดวงมาหยุดอยู่ในกลางทรวงอก อยู่เฉย ๆ อย่างนั้น มีแต่ความสุข มีความเบิกบาน มีสติ มีปัญญาอยู่ตรงนั้น และหยุดอยู่เฉย ๆ ก็ไม่พบธรรมกายอีกเหมือนกัน ต้องไปที่สุดลมหายใจคือ ตรงฐานที่ ๗ ตรงที่ลมหยุด

พอลมหยุด ใจก็หยุด เป็นดวงสว่าง และถ้าเข้ากลางดวงนั้นไป ก็จะพบธรรมกาย เพราะฉะนั้นที่ปฏิบัติแล้วไม่พบธรรมกาย ก็เพราะว่าวางผิดที่ คงพอเข้าใจกันนะ เป็นเพราะว่าวางผิดที่

ทีนี้ถ้าเราเริ่มมาจากอนุสสติ ๑๐ อย่าง เช่น เราระลึกนึกถึงคุณของพระรัตนตรัย คุณของพระพุทธเจ้าก่อน พอระลึกนึกถึงคุณท่าน ตั้งแต่พุทธประวัติของท่านเรื่อยมาเลย จิตใจเกิดความเบิกบานชุ่มชื่น มีความสุขภายใน ปล่อยวางอารมณ์ภายนอก พอปล่อยวางอารมณ์ภายนอก ใจก็หยุด

พอใจหยุด แสงสว่างก็เกิด ถูกส่วนเข้าก็รวมเป็นดวง อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน หรือยิ่งกว่านั้น

ถ้าหยุดอยู่ข้างนอก ก็ในทำนองเดียวกันกับอานาปานสติ ที่เรากำหนดอยู่ข้างนอกก็ไม่พบธรรมกาย ถ้าหยุดอยู่ในกลางทรวงอก ก็ไม่พบธรรมกาย ต้องน้อมเอาดวงนั้นมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงฐานที่ ๗  จึงจะเข้าถึงพระธรรมกายได้

·       พระคุณของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

หลวงพ่อวัดปากน้ำทราบอย่างนี้ใน ๔๐ วิธี เพราะท่านทำผ่านมาหมดแล้ว ท่านจึงศึกษาต่อไปก็พบว่า ทางเดินของใจที่จะเข้าถึงฐานที่ ๗ นั้น มีอยู่ทั้งหมด ๗ ฐาน

ฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก
ฐานที่ ๒ อยู่ที่หัวตา หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา
ฐานที่ ๓ อยู่ที่กลางกั๊กศีรษะ
ฐานที่ ๔ ที่เพดานปาก ตรงช่องปากอาหารสำลัก
ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก
ฐานที่ ๖ อยู่ในระดับเดียวกับสะดือ ในกลางท้อง ถ้าเราขึงเส้นเชือกจากสะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย ตรงจุดตัดของเส้นเชือกทั้งสอง เรียกว่า ฐานที่ ๖

เหนือจุดตัดนั้นขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
ทั้ง ๗ ฐานนี้ คือ ทางเดินของใจ เป็นทางไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลก ของทุก ๆ คน ไปเกิดมาเกิดต้องเข้าตามฐานนี้ เวลามาเกิดเข้าทางปากช่องจมูก แล้วก็มาหยุดอยู่ที่ฐานที่ ๗ เวลาไปเกิดก็ออกจากฐานที่ ๗  จนกระทั่งไปถึงฐานที่ ๑

เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน เมื่อหลวงปู่ท่านทราบว่า มีอยู่ ๓ ประเภท ๔๐ วิธี คือ จิตอยู่ข้างนอก ได้ดวงข้างนอก จิตเข้าข้างใน ได้ดวงข้างใน จิตเข้าตรงกลาง ได้ดวงตรงกลาง ท่านจึงสอนตั้งแต่เบื้องต้นให้กำหนดดวงแก้วเป็นบริกรรมนิมิต

ที่ให้กำหนดดวงแก้ว
เพราะว่าจะปฏิบัติวิธีไหนก็ตาม
พอใจหยุดแล้วต้องได้ดวงสว่าง

ท่านให้เอาดวงสว่างมาจ่อไว้ที่ปากช่องจมูก ให้จรดอยู่ที่ตรงนั้น เพราะว่าบางคนกำหนดลมหายใจเข้าออก แล้วไปหยุดอยู่ที่ตรงนั้นแหละ มันเห็นตรงนั้น ท่านก็ให้น้อมเข้าไป สูดตามลมเข้าไป

แล้วเลื่อนไปที่ฐานที่ ๒ สำหรับบางท่านปฏิบัติแล้ว ดวงสว่างมันเกิดขึ้นที่หน้าผาก ท่านก็ให้น้อมต่อเข้าไปอีกถึงกลางกั๊กศีรษะ พอไปถึงกลางศีรษะ บางท่านปฏิบัติแล้วได้ดวงสว่างที่กลางกะโหลกศีรษะ ท่านก็ให้ดึงน้อมต่อลงมาอีก มาที่ฐานที่ ๔ บางท่านปฏิบัติแล้วอยู่ที่ฐานที่ ๔ ท่านก็ให้ดึงต่อมาอีก น้อมมาอยู่ที่ฐานที่ ๕ ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก ท่านให้ดึงต่อมาอีก ดึงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงฐานที่ ๗ ตำแหน่งเดียวเท่านั้น ที่ตั้งเดียวเท่านั้นในโลกนี้ ที่จะเข้าถึงศูนย์กลาง เข้าถึงพระธรรมกายได้

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย ขอได้โปรดทำความเข้าใจว่า วิธีที่ท่านปฏิบัตินี้ถูกต้องแล้ว พระพุทธศาสนาเริ่มต้นจากพระธรรมกายนี้เป็นต้นไป

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสละราชสมบัติ แสวงหาหนทางพระนิพพาน พระองค์ทรงพบกับครูบาอาจารย์ ๖ ท่าน  ๖ ท่านนั้นปฏิบัติไปแล้ว ได้ดวงข้างนอกก็มี ได้ดวงภายในก็มี ได้กายภายในก็มี แต่กายภายในไปสิ้นสุดที่กายอรูปพรหม กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม อรูปพรหม ไปสุดอยู่ที่นั่น สุดอรูปพรหม เรียกว่า ได้สมาบัติ ๘

ครูของท่านสอนให้มาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ อาฬารดาบส กับอุทกดาบส มาได้ถึงกายอรูปพรหม แต่ว่าอ่อนแก่กว่ากัน  พระองค์เห็นว่ายังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์  จึงได้สละจากครูทั้งหก  แล้วก็ค้นคว้าด้วยตัวเองสืบมา  ด้วยการทรมานตน  ทรมานก็ลำบากไปเปล่า ๆ ก็ไม่ได้ผล  ด้วยวิธีที่เอาใจพัวพันอยู่กับทางโลกก็ไม่ได้ผล  เพราะพระองค์ก็ผ่านมาหมดแล้ว  ในที่สุดก็วางเป็นกลาง ๆ  เอาใจเป็นกลาง ๆ หยุดอยู่ภายใน ผ่านวิธีการต่าง ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ พอทะลุกายอรูปพรหมก็ถึงกายธรรม

กายธรรมในเบื้องต้นนั้นเรียกว่า โคตรภู เมื่อเข้าถึงโคตรภู  จึงเปลี่ยนแปลงจากปุถุชนเป็นโคตรภูบุคคล โคตรภูบุคคลเป็นบุคคลที่อยู่กึ่งกลางระหว่างปุถุชนกับพระอริยเจ้า 

อย่างพวกเราทั้งหลายที่ปฏิบัติ บางท่านเข้าถึงโคตรภู ก็หมายถึงว่า ขาข้างหนึ่งก้าวไปสู่ภูมิของพระอริยะ อีกข้างหนึ่งอยู่ในภูมิของปุถุชน  เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างภูมิทั้งสอง  ถ้าประมาท โคตรภูนั้นก็ดับได้ เสื่อมมาอยู่ในภูมิของปุถุชน ถ้าไม่ประมาทก็ก้าวต่อไปได้ถึงภูมิของพระอริยเจ้า แล้วในที่สุดท่านก็ดำเนินจิตไปเรื่อย จนกระทั่งเข้าถึงกายอรหัต เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กายที่สุดที่อยู่ภายในของพระองค์ท่าน

เพราะฉะนั้น พระธรรมกายนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะต้องเข้าถึงพระธรรมกายนี้แหละเป็นเบื้องต้น จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนร้อยเปอร์เซ็นต์ 

·       อุบาสก อุบาสิกา

คำว่า อุบาสก หรืออุบาสิกา แปลว่า ผู้เข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย  หมายถึงว่า ผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ผู้ที่ได้เข้าถึงพระรัตนตรัย

เมื่อตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์โปรดพระเจ้าพิมพิสารกับบริวาร ๑๒ ส่วน

๑๑ ส่วนได้ถึงภูมิของพระอริยเจ้า ๑ ส่วนเข้าถึงไตรสรณาคมน์
๑ ส่วน ที่เข้าถึงไตรสรณาคมน์ หมายถึง ผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายเบื้องต้น คือธรรมกายโคตรภูนั่นเอง

เข้าถึง...ไตรสรณาคมน์

ไตร แปลว่า สาม
สรณะ แปลว่า ที่พึ่ง ที่ระลึก
คมน์ (คมนะ) แปลว่า เข้าถึง แล่นไปถึง 

ได้เข้าถึง ถึงรัตนตรัย รัตนะทั้งสามภายใน มีธรรมกายปรากฏอยู่ คือ ธรรมกายโคตรภูนั่นเอง หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วา นิดหน่อย คือ ไม่ถึง ๕ วา แล้วก็หย่อนลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เล็กนิดเดียวกระทั่งเกือบ ๕ วา เรียกว่า โคตรภู เพราะฉะนั้นถึงอันนี้ได้ก็เป็นโคตรภูบุคคล ถ้ามั่นคง ถ้ายังไม่มั่นคงก็ได้แค่ได้ ยังไม่เป็น

ดังนั้น บริวาร ๑ ส่วนของพระเจ้าพิมพิสาร ที่ถึงไตรสรณาคมน์นั้น หมายถึงว่าเข้าถึง ได้ไปพบไปเห็นว่าพระธรรมกายมีจริงอยู่ภายใน พระรัตนตรัยอยู่ภายใน เมื่อเข้าถึงได้ก็มีความสุข มีความเบิกบาน สดชื่นอยู่ภายใน เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจะต้องพยายามให้เข้าถึงพระธรรมกายนี้ให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธที่สมบูรณ์

คุณครูไม่ใหญ่

๒๙ ธันวาคม พ.. ๒๕๒๘
26

ทำไม่ต้องชวนทำบุญบ่อย ๆ


ทานเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์
ช่วงไหนทำ...ก็ได้
ช่วงไหนไม่ทำ...ก็ไม่ได้
ถ้าทำตลอดชาติก็ได้ตลอดชาติ
ตรงนี้สำคัญ
เพราะฉะนั้น จึงต้องทำบุญบ่อย ๆ มีคนชอบมาถาม วัดพระธรรมกายทำไมต้องชวนทำบุญบ่อย อ้าว แล้วจะให้ชวนทำบาปหรือไง
ชวนทำบุญ ก็เพราะอยากให้เขาได้บุญเยอะ ๆ เพราะบุญเท่านั้นถึงจะไปสู้กับบาปได้ เราจะไปเอารถถัง เครื่องบิน  อาวุธยุทโธปกรณ์ไปสู้กับบาปไม่ได้  บุญกับบาปมันคู่ต่อสู้กัน
พราะฉะนั้น มันต้องหยิบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ถูกต้อง  ที่จะสู้กับเขา  ไม่ใช่เขาถือปืนมา  เราถือฟืนมาอย่างนี้  จะไปสู้กันได้อย่างไร
คุณครูไม่ใหญ่
6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546



10

วันพระต้องเข้าวัด



การที่ยังมีวันพระอยู่ในประเทศไทย เพราะว่าเรายังมีวัด หมื่นกว่าวัด มีพระ แสนกว่ารูปทั่วประเทศ ถ้าไม่มีวัด  ไม่มีพระ วันพระก็คงไม่มีแล้ว  ดังนั้นเราควรยกย่องเชิดชูและหวงแหนวันพระเอาไว้ให้ดี
เมื่อถึงวันพระ เราจะต้องทำกิจกรรมให้เป็นวันที่พิเศษ โดยการเข้าวัด นำภัตตาหารไปถวายท่าน นิมนต์พระท่านเทศน์ ฟังธรรม ช่วยกันปัดกวาดลานวัด ทำความสะอาดเสนาสนะสงฆ์ทั้งหลาย
การเห็นสมณะเป็นทางมาแห่งบุญของเรา เพียงแค่เห็นสมณะแล้วจิตเกิดความเลื่อมใส ในสีลาจารวัตร ข้อวัตรปฏิบัติของท่าน เห็นว่าท่านเป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุของพระศาสนา แค่เห็นแล้วเกิดจิตเลื่อมใส  ละโลกก็ได้ไปสวรรค์แล้ว
แต่ถ้าหากว่า นอกจากเลื่อมใสแล้ว เรายังพนมมือไหว้ท่าน นิมนต์ท่านมาบ้าน ปูอาสนะให้ท่านนั่ง อานิสงส์นี้จะทำให้ไปเกิดในตระกูลสูง เพราะว่ามีความอ่อนน้อมถ่อมตน บูชาบุคคลที่ควรบูชา
พอนิมนต์ท่านนั่งแล้ว เกิดกุศลศรัทธาอยากจะทำทาน เพื่อละความตระหนี่ แค่อยากจะเอาอะไรถวายท่าน มีน้ำอยากเอาน้ำถวาย มีภัตตาหารอยากถวายภัตตาหาร เพียงแค่คิดอยากจะถวาย  นอกจากเกิดในตระกูลสูงแล้ว ยังทำให้มียศฐาบันดาศักดิ์ด้วย 
เมื่อคิดอยากถวาย  แล้วได้ถวาย  ไม่ว่าจะถวายภัตตาหาร ถวายน้ำ หรือถวายอะไรก็แล้วแต่ ด้วยจิตที่เลื่อมใสท่าน เรียกว่า สร้างมหาทานบารมี ต่อไปในภพเบื้องหน้าจะร่ำรวย มีสมบัติใหญ่
พอถวายภัตตาหารเสร็จแล้ว ขอให้ท่านแสดงธรรม และเราก็ตั้งใจฟังธรรม เราจะได้ดวงปัญญา จะเฉลียวฉลาด
เพราะฉะนั้น ทุกวันพระไปทำ อย่างนี้ให้ครบ เห็นสมณะแล้วเลื่อมใส พนมมือไหว้  นิมนต์ท่านมาบ้าน ปูอาสนะให้ท่านนั่ง อยากจะทำบุญกับท่าน ได้ลงมือถวาย แล้วก็ฟังธรรม ถ้านิมนต์พระมาที่บ้านไม่สะดวก เราก็เอาตัวของเราไปที่วัดแทน ทำครบ อย่างนี้แล้วอานิสงส์ใหญ่ก็จะเกิดขึ้นกับเรา อย่าง คือ ได้ไปสวรรค์ เกิดในตระกูลสูง มียศฐาบันดาศักดิ์ รวย และมีปัญญา และที่สำคัญจะมีวันพระคู่ประเทศไทยตลอดไป
คุณครูไม่ใหญ่
๒๒ มิถุนายน  พ.. ๒๕๔๖



7

รวมใจกันแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย




 
ประมวลภาพ #พระอาทิตย์ทรงกลด เหนือ #วัดพระธรรมกาย
วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559 เวลา 12.00 น.

แผ่เมตตากันเยอะๆ
ความบริสุทธิ์จะทำให้เขาเเพ้ไปเอง
.......
อย่าคิดว่าเขาจะทำอะไร
หรืออย่าคิดว่า เราจะทำอะไรเขา

แผ่เมตตาจิต...ด้วยความปรารถนาดี
...แล้วความไม่ดีต่าง ๆ จะสลายไปเอง
  
ให้เราแผ่เมตตาตามหลักวิชชาที่ได้ปฏิบัติกันมา
เพราะความคิดต่างๆ ไม่ได้เป็นประโยชน์
ต่อการปฏิบัติธรรมของเราเลย

การคิดที่จะให้เขาเป็นอะไร
ก็เป็นความคิดที่ออกมาจากใจที่ไม่บริสุทธิ์
เขาจะเซ็ตผังเป็นวิบากกรรมกลับคืนสู่เราได้

ส่วนการคิดว่าเขาจะมาทำอะไรเรา
มันก็เป็นความกังวลอย่างหนึ่ง

ถ้าจำที่คุณยายสอนได้
ท่านจะบอกว่า "มีอะไรอย่าคิดนำไปก่อน"

เพราะการคิดนำไปในทางที่ไม่ดี
จะเกิดภาพขึ้นในใจ
เมื่อคิดนำหลายคน คนละหลายๆ ครั้ง
ก็อาจจะมีกำลังมากพอที่จะทำให้
พญามารเข้าไปซ้อนแล้วดึงภาพเหล่านั้น
ให้เกิดขึ้นจริงได้

เพราะฉะนั้น ตอนนี้...ดีที่สุดคือ
นั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้เยอะๆ
ทำกายวาจาใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะสู้กับความไม่บริสุทธิ์ได้

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุขเถิด 
อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ
ขอให้มีความสุข
รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ







41

ธรรมะรักษา


การฝึกใจให้หยุดนิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต  อย่าให้มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า  เจ็บไข้ได้ป่วย  หรืออ่อนเพลียเพียงไรก็ตาม  ให้ลงมือนั่งสมาธิ กำหนดจิตไปเลยว่า  เราจะหยุดนิ่งให้ได้  เมื่อเราตั้งใจแน่วแน่อย่างนี้  ไม่ช้าความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็จะหายไป  เปลี่ยนมาเป็นความสุข  แม้ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บก็จะเลือนหายไป
ยกตัวอย่าง  ผู้ป่วยโรคมะเร็งท่านหนึ่ง  คุณหมอบอกว่า  จะมีชีวิตอยู่อีกไม่กี่เดือน ให้ล่ำลาหมู่ญาติ  เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม 
ผู้ป่วยฟังแล้วใจเศร้าหมอง  เพราะไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน  ชีวิตในสัมปรายภพจะเป็นอย่างไร  มีความกังวลมาก  ทุกข์ทั้งกายทั้งใจ
แต่เมื่อได้ยอดกัลยาณมิตรไปแนะนำให้ฝึกสมาธิ  ให้ปล่อยวางเรื่องความเจ็บป่วย  อย่ากังวลเรื่องที่คุณหมอบอก  ซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความวิตกกังวล  และให้กำหนดจิตตัดใจ  ทำใจให้แน่วแน่อยู่กลางกาย ให้ใจหยุดนิ่งอยู่ภายในตัว
เมื่อตั้งใจทำอย่างจริงจังแล้ว  ผลแห่งการปฏิบัติอย่างจริงจังย่อมปรากฏ  แม้ร่างกายจะเจ็บป่วยด้วยโรคภัยที่ร้ายแรง  แต่ก็สู้กำลังใจที่เข้มแข็งแน่วแน่ และการฝึกใจให้หยุดนิ่งไม่ได้
ในที่สุดก็สามารถเอาชนะทุกขเวทนาได้  ใจหลุดจากสังขารแห่งความทุกข์ทรมาน  หยุดนิ่งเข้าถึงความสว่างภายใน  เห็นดวงปฐมมรรค  เห็นกายมนุษย์ละเอียด  และในที่สุดก็ได้เข้าถึงองค์พระธรรมกายในตัว  ความสุขก็พรั่งพรูออกมา  จนลืมไปว่า ตัวเองเจ็บไข้ได้ป่วย  ลืมไปว่าคุณหมอบอกว่า  จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน  ลืมความทุกข์ทรมานทั้งหมด  มีแต่สุขอย่างเดียว  สุขอยู่ในพระธรรมกายที่สว่างไสว  ไม่หวาดกลัวต่อมรณภัย  มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีปีติ เบิกบาน 
สิ่งที่เหนือธรรมชาติก็เกิดขึ้น  ทำให้คำพยากรณ์ของคุณหมอคลาดเคลื่อนไป จากที่ว่าจะอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน  กลับกลายเป็นว่า  มีอายุยืนยาวต่อมาได้อีก ๑๐ ปี  ทำให้หมออัศจรรย์ใจว่า คนไข้คนนี้ ทำไมมีหน้าตาเบิกบาน  เนื้อตัวสะอาดเกลี้ยงเกลา ดวงตาสดใส ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ผู้ที่มาเยี่ยมไข้, หมอ, พยาบาลก็ได้กำลังใจจากผู้ไข้  ผู้ไข้ก็มีความสุขอยู่ในกลางพระธรรมกายที่ชัดใสแจ่ม
ดังนั้น พระธรรมกายจึงเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างสำคัญ  ที่ช่วยขจัดทุกข์โศกโรคภัยได้อย่างน่าอัศจรรย์
ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องฝึกสมาธิ ทำใจให้เบิกบาน ให้อยู่เหนือความทุกข์  เหนือความวิตกกังวล  ให้ใจอยู่ในบุญ  แล้วก็ทำใจให้หยุดนิ่ง ๆ เฉย ๆ ที่ศูนย์กลางกาย
ถ้าได้ดวงธรรมเราก็ตรึกในกลางดวงธรรม  ถ้าได้กายภายใน เราก็ตรึกในกลางกายภายใน  ถ้าได้องค์พระ เราก็ตรึกในกลางองค์พระ  ถ้ายังไม่ได้อะไรเราก็ภาวนา สัมมาอะระหัง เรื่อยไป ใจนิ่งอยู่ตรงกลางตรงนั้น  
แล้วนึกอาราธนาพระนิพพาน  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย  พระอริยบุคคลทั้งหลายให้ลงมาปกปักรักษาเรา  ขจัดสิ่งที่ไม่ดีภายในร่างกายให้หมดสิ้นไป  แล้วทำใจใส ๆ สบายๆ  เบิกบาน  แช่มชื่น  ราวกับผู้นิรทุกข์  ไม่เคยเจ็บป่วยไข้เลย
ถ้าทำได้อย่างนี้  ไม่ช้าเราจะเข้าถึงธรรม  จะเป็นคนป่วยที่สง่างาม  องอาจ  อยู่ในสายตาของชาวสวรรค์  เขาจะชื่นชมยินดีกับผู้ป่วยที่มีที่พึ่งทางใจ  แม้ป่วยกายแต่รัศมีธรรมจากใจก็สว่างวาบ  ดวงตาทุกคู่ของชาวสวรรค์ก็จะจ้องมองมาที่เรา ใจจะสดชื่น  เบิกบานในทุกสถานการณ์  เป็นคนป่วยที่ให้กำลังใจแก่หมอพยาบาลและผู้มาเยี่ยมไข้ อย่างนี้เรียกว่า ป่วยอย่างสง่างาม
เพราะฉะนั้น  การฝึกใจให้หยุดนิ่ง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เป็นที่พึ่งแก่เราได้  อย่าให้มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรค  เราจะอาศัยกายมนุษย์นี้อยู่เพียงชั่วคราว ให้รีบชิงช่วงความแข็งแรงและสดชื่นของร่างกายนี้ ก่อนที่จะถูกช่วงชิงความแข็งแรงความสดชื่นไป

คุณครูไม่ใหญ่
๕  มีนาคม  พ.ศ. ๒๕๔๕


11

ชีวิตหลังความตายมีจริง



ชีวิตหลังความตายมีจริง
อย่าเข้าใจเพียงว่า
สวรรค์อยู่ในอก  นรกอยู่ในใจ
หรือเอาสวรรค์มาล่อ  เอานรกมาขู่

ที่เข้าใจอย่างนี้ก็เป็นเรื่องราวของผู้ที่ไม่เคยรู้เหตุ  คือ ตัวทำไม่ได้ ไม่เคยเห็นใครทำได้  ก็ไปสรุปอย่างนั้น  หรือถ้าคิดว่า มันมีจริงแล้ว  มันไม่มันส์  จะทำโน่น ทำนี่ ที่ตัวอยากจะทำมันไม่ได้  มันกลัว
แต่ความจริง เรารู้ได้อย่างไร ก็ศึกษาจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทำไมจะต้องเชื่อ เพราะพระองค์เป็นบุคคลที่ควรเชื่อ  เพราะหมดกิเลสอาสวะแล้ว  รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย  ชีวิตในสังสารวัฏ ภพภูมิต่าง ๆ อยู่ในคลองแห่งธรรมจักษุ  ในญาณทัสนะอันบริสุทธิ์ของท่าน  ไม่มีอะไรกำบังได้  ท่านไปรู้ไปเห็นมา อาศัยมหากรุณา สงสารสรรพสัตว์ทั้งหลายก็นำมาอบรมสั่งสอน
และเรื่องนรกสวรรค์  ผู้มีรู้ มีญาณ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายในสมัยพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ทำกันได้เยอะแยะ  ไปมาหาสู่กันเป็นปกติ  แล้วก็สอนวิธีได้ด้วย
ความรู้นี้เป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ของเก่านำมาเป่าฝุ่นใหม่  เพราะฉะนั้นนรกสวรรค์มีจริง ๆ และสามารถพิสูจน์ได้ ด้วยพุทธวิธี  อย่าเพิ่งไปสรุปว่า เราพิสูจน์ไม่ได้  แต่ว่าเรายังไม่ได้พิสูจน์  วิธีพิสูจน์ก็มีอยู่  ถ้าทำตามสูตรนั้น  มันก็พิสูจน์ได้ 
นี่เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้

คุณครูไม่ใหญ่
๗  มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗



20

แสวงหาอัตตา...ในอนัตตา

บวชแล้วก็ต้องศึกษาคำว่าอัตตา กับ อนัตตา ให้ดี  ไม่อย่างนั้นยุ่งชะมัดเลย  ที่จริงมันของง่าย ๆ นะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพูดตรง ๆ อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่า แปลว่าอะไร
ในตัวเรามีทั้งอัตตา และอนัตตา  บวชเพื่อหาอัตตาในอนัตตา
วัตถุประสงค์การบวชเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม  เพื่อแสวงหาอัตตา แต่อัตตาอยู่ในอนัตตา ที่ทะเลาะกันอยู่ เพราะแปลไม่เหมือนกัน
อนัตตา   พวกหนึ่ง      แปลว่า  ไม่มีตัวตน 
อีกพวกหนึ่ง   แปลว่า  ไม่ใช่ตัวตน 
พวกแปลว่า  ไม่มีตัวตน จึงโยงไปถึงพระนิพพานสูญ  คือไม่มีอะไรเลย
ที่แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน ก็ว่า นิพพานยังมีอยู่ เป็นที่รองรับผู้บริสุทธิ์  เป็นอายตนะหนึ่งที่ไม่ใช่โลกนี้  ไม่ใช่โลกไหน  ไม่มีการไป  ไม่มีการมา  ไม่มีการยืน ไม่มีการเดิน  ไม่มีการนอน  มีแต่นั่งอย่างเดียว  ไปอ่านดูเถอะในพระไตรปิฎก
ถ้า "อนัตตา"  แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน
แล้ว อมนุษย์ เราจะแปลว่าอะไร ไม่มีมนุษย์  หรือแปลว่า ไม่ใช่มนุษย์
สมมติเราไปเจอตัวอะไรคะยึกคะยือในห้องน้ำ รูปร่างอย่างนั้น  อมนุษย์ จะแปลว่า ไม่มีมนุษย์  หรือจะแปลว่า ไม่ใช่มนุษย์ ก็ต้องแปลว่า ไม่ใช่มนุษย์ 
เพราะฉะนั้น อวิชชา ก็แปลว่า ไม่ใช่วิชชา  ไม่ได้แปลว่า  ไม่มีวิชชา 
หรือ อรูปพรหม แปลว่า ไม่ใช่รูปพรหม  แปลว่า ไม่มีรูปพรหมก็ไม่ใช่  หรือพรหมไม่มีรูปก็ไม่ใช่อีก แต่แปลว่า ไม่ใช่รูปพรหม จึงเรียกว่า อรูปพรหม เพราะหน้าตาคล้าย ๆ กัน  ระหว่างรูปพรหมกับอรูปพรหม  ไม่รู้จะเรียกอะไรก็เลยเรียกว่า  ไม่ใช่รูปพรหม  ไม่ได้แปลว่า ไม่มีรูปพรหม  เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับแปลตรงนี้ 
ทีนี้ “อนัตตา” ที่แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน เพราะอะไร
เพราะถ้าเราเป็นตัวของเรา (อัตตา)เราก็ต้องเป็นอิสระ  บังคับบัญชาอะไรได้ เป็นตัวของตัวเอง จะนึกอะไรมันก็สมปรารถนาทุกอย่าง แต่นี่มันไม่อย่างนั้น จะนึก จะคิด จะพูด จะทำอะไร  มันไม่เป็นอย่างที่เราปรารถนา จึงเรียกว่า ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) ไม่ได้แปลว่า ไม่มีตัวตน  
เหตุเพราะไม่เป็นอิสระ ไม่ใช่ตัวตนนี้แหละ จึงเป็นทุกข์ ไม่สบายใจ  เพราะไม่ได้ดังใจ เพราะมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง เดี๋ยวเป็นนั่น  เป็นนี่  เป็นโน่น อยู่ตลอดเวลา ยังตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ตอนช่วงไหนประมาทในชีวิต  ไม่คิดทำบุญ  ชีวิตก็ตกต่ำ  ตอนช่วงไหนไม่ประมาทหมั่นสั่งสมบุญชีวิตก็สูงส่ง ก็จะมีขึ้นมีลง มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ จึงมีคำว่า อนิจจัง แปลว่า ไม่คงที่  มีขึ้นมีลง เดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่สารพัด 
กายมนุษย์ ไม่ใช่ตัวตน จึงเป็น อนัตตา ไม่ได้แปลว่า  กายมนุษย์ไม่มีตัวตน  ก็นี่ไงมีแขน มีขา มีหัว แต่มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จึงอย่าไปยึดมั่น  อย่าไปผูกพันกับมัน  ร่างกายเราเป็นแค่ทางผ่านให้ไปถึงตัวตนจริง ๆ ที่เป็น อัตตา ที่เป็นตัวตนเพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลง  เป็นอิสระ  พ้นจากการถูกบังคับบัญชาจากกิเลสอาสวะ จากกฎแห่งกรรม  มันพ้นแล้ว จึงเป็นแหล่งแห่งความสุข  จึงมีคำว่า  นิจฺจํ  สุขํ  อตฺตา
เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่า แปลว่าอะไร เพราะแปลไม่เหมือนกัน จึงทะเลาะกัน และที่แปลไม่เหมือนกัน  เพราะประสบการณ์ภายในไม่เหมือนกัน และที่ประสบการณ์ภายในไม่เหมือนกัน เพราะ
. ไม่ปฏิบัติ แต่เป็นนักคิด คิดโน่น คิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย
. ปฏิบัติ แต่ผลแห่งการปฏิบัติ ความหยาบความละเอียดของการปฏิบัติไม่เท่ากัน  ก็เอาที่ไม่เท่ากันมาสรุปว่า มันคืออย่างนี้ ๆ  ก็เลยเป็นเหตุให้ทะเลาะกัน
ทีนี้ถ้าจะให้เท่ากัน มันต้องหมดกิเลสเหมือน ๆ กัน ยกตัวอย่าง ตอนก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไม่กี่นาที  พระองค์ถาม มีใครสงสัยอะไรบ้าง  ตรงนั้นมีแต่พระอรหันต์หมดกิเลสแล้ว ถึงจุดอันเดียวกันไปแล้วหมดสงสัยแล้ว ไม่มีใครสงสัย 
เพราะฉะนั้น อัตตา อนัตตา มันก็ตื้น ๆ เราอย่ามาทะเลาะกันเลย ไปปฏิบัติกันเถิด  แล้วทำประสบการณ์ให้เท่า ๆ กัน นี่ของตื้น ๆ เราคิดตื้น ๆ ก็ชื่นใจแล้ว  เหมือนเดินในน้ำตื้น ๆ ยังชื่นใจ 
ที่ว่า อัตตาอยู่ในอนัตตาคือ พระธรรมกายนั่นแหละคือ อัตตา อยู่ในร่างกายที่เป็นอนัตตา เราก็ทะลวงอนัตตาเข้าไปถึงอัตตา เดี๋ยวเราก็จะรู้ว่าอันไหนอัตตา อันไหนอนัตตา จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกัน
คุณครูไม่ใหญ่
๒๓  กรกฎาคม พ.. ๒๕๔๗





1

Facebook