สมาธิ...จะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้อย่างไร?



ก่อนอื่นเราต้องมาศึกษาดูว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะว่าใจแต่ละคนนั้นไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแห่งความผาสุก ความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ เมื่อใจไม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน จึงคิดพูดทำไม่เหมือนกัน แต่ถ้าหากใจมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ก็จะคิดพูดทำเหมือนกัน โดยไม่มีการขัดแย้งกันเลย และตำแหน่งนั้นอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งจะเข้าถึงได้ด้วยวิธีเดียว คือ การทำสมาธิ
ตำแหน่งตรงนั้นจะละลายความรู้สึกขัดแย้งให้หมดไป แล้วจะเกิดภูมิปัญญาสร้างสรรค์ สูงส่ง ที่ทำให้เราเข้าใจ และรู้วิธีการที่จะหาทางออกได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดความสุข สดชื่น เบิกบาน และความสำเร็จในชีวิต ในภารกิจ ในทุกสิ่งทุกอย่างได้
ทุกคนจะต้องนำใจกลับมาสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเดียวของชีวิต ที่ทำให้เราคิดถูกต้อง พูดถูกต้อง และทำถูกต้อง ผลออกมาก็คือสิ่งที่ถูกต้องและดีงามก็จะบังเกิดขึ้นกับโลกใบนี้

คุณครูไม่ใหญ่

๑๘ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๒
2

การแผ่เมตตา คือ การหลอกตัวเองหรือเปล่า



ชาวต่างชาติท่านหนึ่งมาฝึกสมาธิที่เมืองไทย ได้ฝากคำถามถึงคุณครูไม่ใหญ่มาว่า การแผ่เมตตาคือการหลอกตัวเองหรือเปล่าครับเพราะว่าความจริงแล้วเราก็ไม่ได้รักทุกคนขนาดนั้น?
คุณครูไม่ใหญ่:
เราไม่ได้หลอกตัวเอง แต่ที่เราแผ่ความรักความเมตตาให้ทุกคน แม้เรายังไม่ได้รักทุกคนจริง ๆ แต่เรากำลังสะสมความรู้สึกที่ดี  เพื่อยกใจเราให้สูงส่งยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่เป็นความรู้สึกที่ดีอย่างนั้นจริง ๆ ที่สามารถรักทุกคนในโลกได้จริง เพราะจะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น ที่ความรักสากลออกจากหัวใจของเราอย่างแท้จริง

คุณครูไม่ใหญ่
๒ กรกฎาคม พ.. ๒๕๕๔
14

วันมาฆบูชา




            วันมาฆบูชามหาสมาคม เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของโลก  เพราะวันนี้ในอดีตได้มีการประชุมใหญ่ของเหล่าอรหันตสาวก ผู้เนื้อนาบุญ เป็นอายุพระพุทธศาสนา ที่เราเรียกการประชุมครั้งนี้ว่า จาตุรงคสันนิบาต 
หากย้อนไปเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ในวันนั้นเป็นวันที่พระจันทร์เสวยมาฆะฤกษ์ ได้มี    พระอรหันตสาวก ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมพร้อมเพรียงกัน โดยไม่ได้นัดหมายทางวาจา ซึ่งทุกองค์ล้วนเป็นพระอรหันต์ ผู้ทรงอภิญญา ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานการอุปสมบทให้  ดังนั้นไม่ว่าท่านจะอยู่ห่างไกลเพียงไร  เมื่อถึงเวลาก็สามารถมาประชุมพร้อมเพรียงกันได้ เพราะต่างก็รู้ได้ด้วยญาณทัสสนะของพระธรรมกายอรหัตตผล
ในการประชุมวาระพิเศษครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติตามสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ โดยพระองค์ได้ตรัสถึงอุดมการณ์ ในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนว่า 

ขันตี ปะระมัง  ตะโป  ตีติกขา             
ความอดทน คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า พระนิพพานเป็นเยี่ยม
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี             
ผู้ล้างผลาญผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต
ผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
เอตัง พุทธานะ สาสะนัง
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

            การจะปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน จนกระทั่งบรรลุพระนิพพานนั้น จะต้องมีความอดทนหลายประการ เช่น อดทนต่อการกระทบกระทั่ง  อดทนต่อกิเลสที่มายั่วยวน ตลอดจนอดทนต่อการฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่ง ล้วนจะต้องอาศัยขันติธรรม อันเป็นเครื่องแผดเผากิเลสให้เร่าร้อน  เมื่อกิเลสเร่าร้อนก็หลุดร่อนออกไปจากใจ  นี้คือคุณธรรมเบื้องต้นที่เราจะต้องมี
ความอดทนไม่หวั่นไหวต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็เพื่อมุ่งไปสู่พระนิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ทรงสรรเสริญว่า พระนิพพานเป็นเยี่ยม เพราะพระองค์ทรงผ่านประสบการณ์ชีวิตมาแล้วทุกระดับ ตั้งแต่ชีวิตที่เป็นปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า  พระองค์ทรงมองเห็นด้วยธรรมจักขุของธรรมกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระนิพพานเป็นเยี่ยมที่สุด และเป็นเป้าหมายของทุกชีวิต ซึ่งการที่จะบรรลุพระนิพพานได้นั้น จะต้องเข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ ด้วยการทำใจให้หยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น เว้นจากการทำใจหยุดนิ่งแล้ว อย่างอื่นย่อมเข้าถึงไม่ได้เด็ดขาด
แล้วพระพุทธองค์ยังทรงย้ำอีกว่า การที่จะไปเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนนั้น อย่าได้ไปทำร้ายใคร หรือไปเบียดเบียนบังคับใคร เพื่อให้เขามาเชื่อตามอย่างเรา ให้เขาใช้สติปัญญาตรองตามเหตุผล ให้เข้าใจตามความเป็นจริง แล้วก็ตัดสินใจเชื่อด้วยตัวเอง ซึ่งบรรพชิตหรือนักสร้างบารมีที่ดีก็ควรจะทำอย่างนี้  แล้วก็จะต้องประกอบไปด้วยเมตตาธรรม เป็นผู้เสียสละ ให้อภัยต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่กล่าวมานี้คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ซึ่งทุกพระองค์ทรงสอนตรงกันหมด
นอกจากนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงให้หลักการ ในการทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร เพื่อแนะนำชาวโลกว่า 
สัพพะปาปัสสะ  อะกะระณัง       การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา                   การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง              การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
เอตัง พุทธานะ สาสะนัง               นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
หลักการนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้พุทธบุตรและพุทธบริษัท ๔  นำไปใช้ในการแนะนำสั่งสอนชาวโลก โดยยึดหลัก ๓ ประการ คือ ให้เว้นจากความทุจริต ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ  ให้ประกอบแต่สุจริตธรรม ทั้งทางกาย  ทางวาจา และทางใจ  แล้วก็ต้องหมั่นทำใจของตนให้ผ่องใสอยู่เสมอ
สรุปง่าย ๆ คือ ต้องคอยเป็นกัลยาณมิตรให้แก่กัน แล้วก็หักดิบเลิกทำความชั่วทุกอย่าง  ตั้งใจทำแต่ความดี บำเพ็ญกุศลธรรม ทั้งทาน ศีล  ภาวนา การประพฤติอ่อนน้อม การขวนขวายในกิจที่ชอบ การอุทิศส่วนกุศล  การอนุโมทนาบุญ  การฟังธรรม การให้ธรรมทาน  และการทำความเห็นให้ถูกต้องมุ่งตรงสู่พระนิพพาน อีกทั้งต้องหมั่นทำใจให้ใส  ๆ  ด้วยการเจริญสมาธิภาวนาทุกวัน
นอกจากนี้พระพุทธองค์ทรงบอกวิธีการประพฤติปฏิบัติตนเพื่อความหลุดพ้น และเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อีกว่า
อะนูปะวาโท                             การไม่เข้าไปว่าร้ายกัน
อะนูปะฆาโต                            การไม่เข้าไปล้างผลาญกัน
ปาติโมกเข  จะ  สังวะโร           การสำรวมในศีลและพระปาฏิโมกข์
มัตตัญูญุตา จะ ภัตตัสมิง         การรู้จักประมาณในการบริโภค
ปันตัญจะ  สะยะนาสะนัง        การนอนการนั่งในสถานที่อันสงัด
อะธิจิตเต  จะ  อาโยโค             การประกอบความเพียรในอธิจิต
เอตัง พุทธานะ สาสะนัง          นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พุทธโอวาทบทนี้ มุ่งเพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถพ้นจากความเป็นปุถุชน  เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า จนกระทั่งได้บรรลุพระนิพพานอันเกษม
โอวาทปาฏิโมกข์ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้  คือ เนติแบบแผน ในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อให้เป็นหลักปฏิบัติของชาวโลก  ตั้งแต่อดีตกาลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้  ไม่ว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้มากมายเพียงไร แต่การเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน  ก็ยังคงยึดหลักการเหล่านี้  ซึ่งจะเป็นหลักวิชชาที่จะทำให้มนุษย์ได้บรรลุธรรม ได้เข้าถึงความเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ของชีวิต การปฏิบัติตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นพุทธวิธีที่จะสร้างสันติสุขให้บังเกิดขึ้นแก่โลกอย่างแท้จริง

คุณครูไม่ใหญ่
๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘


            



3

ทำไมหลาย ๆ คน ชอบใช้วิธีการแก้แค้น...แทนการให้อภัย



คุณครูไม่ใหญ่:
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ
๑. ภูมิต้านทานของใจเขาอ่อนแอ พลังแห่งความดีจึงไม่ได้ช่อง ความรู้สึกของความโกรธ ผูกโกรธ ความพยาบาทจึงได้ช่อง เป็นแหล่งกำเนิดของความคิดที่ไม่ถูกต้อง คือ คิดที่จะทำร้ายเขาตอบ โดยเข้าใจผิดคิดว่า การแก้แค้นหรือทำร้ายเขาตอบนั้น จะทำให้สบายใจ แต่ความจริงแล้วไม่มีความสบายใจเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย
๒. เพราะเขาขาดความรู้ที่สมบูรณ์ ในเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตว่า ทำไปแล้วอะไรมันจะเกิดขึ้นต่อไปในชีวิตของเขา ทั้งชีวิตที่อยู่ในโลกมนุษย์นี้ และชีวิตหลังจากตายแล้ว
๓. เขาไม่รู้วิธีที่จะทำให้ใจบริสุทธิ์ผ่องใส จนทำให้ใจมีภูมิต้านทานจนสามารถเอาชนะความรู้สึกที่ไม่ดีนั้นได้ ซึ่งสมาธิเป็นทางออก คือ ถ้าใจสงบนิ่ง แล้วกลับเข้าไปสู่ภายใน ใจตั้งมั่นตรงนั้น ใจจะมีภูมิต้านทาน ความสุขจะเข้ามาแทนที่อยู่ในใจ
การแก้แค้นที่ถูกหลักวิชชา คือ ต้องคลี่คลายความโกรธที่ผูกไว้กับใจ ต้องแก้มันออกจากใจ ด้วยการฝึกสมาธิ ใจจะได้คลายความโกรธ แล้วความสุข ความสบายใจ ก็จะเกิดขึ้นในตอนนั้น เมื่อเราสบายใจ ใจอยู่เหนือความรู้สึกที่จะแก้แค้น แล้วสักวันหนึ่งผู้ที่ทำร้ายเราก็จะเกิดความสำนึกผิดขึ้นเอง แล้วสิ่งดี ๆ จะตอบแทนเราอย่างมากมาย อย่างที่เรานึกไม่ถึงเลย
เพราะฉะนั้น สมาธิคือทางออก และเมื่อเราฝึกสมาธิมากเข้ากระทั่งใจหยุดนิ่งถูกส่วนเข้าไปถึงดวงตะวันภายใน เมื่อมองผ่านแสงสว่างภายในไปแล้ว เราจะเข้าใจเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตได้ดียิ่งขึ้น
คุณครูไม่ใหญ่
๑๘ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๒
4

ใครคือ...ผู้ค้นพบทางสายกลาง



ใครเป็นผู้ค้นพบว่า การวางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายจะนำความสงบสุขมาสู่มนุษยชาติ ทำไมศูนย์กลางกายจึงมีความสำคัญขนาดนั้น
คุณครูไม่ใหญ่:
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงค้นพบทางสายกลางด้วยพระองค์เอง และสืบทอด กันต่อมา แต่มาเลือนหายในภายหลัง จนกระทั่งพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ท่านได้สละชีวิตปฏิบัติธรรม แล้วก็ค้นพบวิธีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรลุธรรม ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้กลับคืนมาใหม่ แล้วนำมาสอนตัวท่านและสอนผู้อื่นจนกระทั่งถ่ายทอดมาถึงพวกเราในปัจจุบัน
ศูนย์กลางกายมีความสำคัญมาก เพราะเป็นศูนย์กลาง ยกตัวอย่าง การบริหารการงานทุกอย่าง ล้วนมีศูนย์กลางที่คอยจัดการระบบระเบียบต่าง ๆ ทั้งสิ้น  หรือเราวางของบนโต๊ะ วางของหมิ่น ๆ มันก็ไม่มั่นคง  ถ้าวางกลางโต๊ะ มันก็มั่นคง  ทุกอย่างล้วนสำคัญที่ตรงกลางทั้งนั้น
ดังนั้นหากเราอยากจะรู้ว่าสำคัญขนาดนั้นจริงหรือ เราลองหยุดนิ่งเข้าไปตรงนั้น ประสบการณ์ภายในจะทำให้เข้าใจดีกว่าครูไม่ใหญ่ตอบ ณ ตอนนี้ ตอบตอนนี้แค่พอเป็นแนวทางให้พอเข้าใจ
คุณครูไม่ใหญ่

๑๗ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๒
0

สุขจากสมาธิแตกต่างจากสุขอื่นอย่างไร



สันติสุขภายในและประโยชน์ที่ได้รับจากการทำสมาธิ จะเกิดจากการทำสมาธิอย่างเดียวเท่านั้นหรือไม่ เราสามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อให้ได้ผลเหมือนกันได้หรือไม่

คุณครูไม่ใหญ่:
การทำกิจกรรมอย่างอื่น แล้วจะให้ได้ประโยชน์และสันติสุขภายในเหมือนกับการทำสมาธินั้น ไม่มี
ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการใดก็ตาม ก็ไม่ได้ความสุขภายในเท่ากับการทำสมาธิ จะไปเที่ยวเตร่ ไปดูทิวทัศน์ ได้พูดคุยกับคนที่ถูกใจ  หรือจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ มันได้แค่สุขหรือสนุกเล็ก ๆ น้อย ๆ พอเพลิน ๆ เท่านั้นเอง หรือแม้กระทั่งประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน  สุขก็ยังไม่ได้เท่ากับสมาธิ  มันได้แค่ปลื้มเล็ก ๆ  ประเดี๋ยวเดียว  แล้วก็จางหายไป

การทำสมาธิอย่างเดียวเท่านั้น
จึงจะได้สันติสุขภายในที่มั่นคง และมีปริมาณความสุขมากกว่า 
ความสุขที่ได้จากวิธีการอื่น...ได้แค่สุขเล็ก ๆ น้อย ๆ
ได้ปลื้มเล็ก ๆ แล้วก็จางหายไป...ไม่ยั่งยืน

คุณครูไม่ใหญ่
๑๗ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๒


5

วิธีรักษาใจใส ๆ ให้ได้ตลอดทั้งวัน


ทำอย่างไรเราจะรักษาใจให้ใสได้ตลอดทั้งวัน  แม้กระทั่งเวลาที่เราโดนกระทบหรือยั่วเย้าให้เกิดอารมณ์
คุณครูไม่ใหญ่:
ถ้าเรารักตัวเอง อยากให้ตัวเรามีความสุข ก็ต้องรักษาใจให้ใส ๆ เอาไว้  สิ่งที่สำคัญก็คือต้องอาศัยการฝึกสมาธิบ่อย ๆ ฝึกฝนให้ใจหยุดนิ่งอยู่ภายในตัวให้ได้ตลอดเวลา  ฝึกให้ชำนาญ ทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งหลับ ทั้งตื่น นั่ง นอน ยืน เดิน ฝึกบ่อย ๆ จนกระทั่งหลับตา ลืมตา นั่ง นอน ยืน เดินให้เห็นดวงใส ๆ หรือดวงตะวันใส ๆ อยู่กลางกายตลอดเวลา ใจจะได้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ส่งออกไปข้างนอก เพราะฉะนั้นสิ่งใดมากระทบมันก็ไม่กระเทือน หรือใครมายั่วเย้าให้เกิดอารมณ์ก็จะรู้สึกเฉย ๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่เขามายั่วเย้าเรา ให้เขาอยากจะใจใสตามเราไปด้วย
ถ้าใจเราใสอยู่  แล้วเขามาทำลายเราด้วยการมายั่วยุให้เราเกิดอารมณ์โกรธ  และเราไปร้อนตามเขา  ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะไปสร้างแรงบันดาลใจ จะไปช่วยให้เขาใจใส ๆ  และมีความสุขอย่างเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ทำที่เรา ก็ได้ที่เพื่อน ได้ที่คนรอบข้าง  ซึ่งตรงนี้ต้องฝึก เพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรมเข้าถึงดวงใส ๆ แล้ว หรือเข้าถึงแสงสว่างภายในแล้วต้องหมั่นรักษาเอาไว้ให้ชัดใสสว่างอยู่ตลอดเวลาเลย
ฝึกใหม่ ๆ มันก็อาจจะหลุดออกไปบ้าง แต่เราฝึกบ่อย ๆ สมมติว่ามันยังไม่มั่นคง เราก็ต้องตั้งหลักไว้ก่อน ตั้งสติอดกลั้นไว้ก่อน ถ้าอารมณ์มันจะพุ่งพรวดขึ้นมา ให้มันอยู่ภายใน แล้วก็ทำใจนิ่ง ๆ มันจะอยู่กับเราไม่นาน เดี๋ยวก็จะดับหายไป ทำง่าย ๆ อย่างนี้แค่นั้นเอง
แล้วถ้าเราไม่เอาเรื่องเอาราว ไม่ถือสาผู้ที่เขามายั่ว มาแหย่ มันก็จะเป็นลมเป็นแล้งไป ถ้าเราถือสามันก็เป็นเรื่องเป็นราว ตรงนี้สำคัญนะ  ถ้าเราไม่ถือสามันก็เหมือนลมที่พัดผ่านไปเฉย ๆ  แล้วก็หายไป ใจเราก็จะได้ใส ๆ ถ้าเรารักตัวเอง เราก็ต้องคิดอย่างนี้นะ
คุณครูไม่ใหญ่
๑๗ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๒


11

ปรโลก...มีจริง


 

โลกยังขาดแคลนความรู้ที่แท้จริง จึงไม่ได้ทำงานที่แท้จริงเสียที มีความรู้แค่เพื่อการดำรงชีพ  เพื่อความอยู่รอด แต่ความรู้ที่จะเอาตัวให้รอดยังไม่ได้ให้ความสำคัญเลย  บางทีก็ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่มีการขยายความรู้นี้ออกไป
เพราะฉะนั้น โลกตอนนี้แม้อยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า  แต่ความจริงแล้วยังมืดภายในอยู่  ยังไม่รู้หนทางที่จะดำเนินชีวิตกันอย่างไร  
ชาวโลกอาจจะเข้าใจดีในเรื่องโลก แต่ในเรื่องปรโลกนั้นยังไม่ค่อยจะเข้าใจ  เขามีความรู้อย่างสมบูรณ์เรื่องในโลกนี้  แต่เรื่องปรโลก  รู้สึกเขายัง innocent ยังไร้เดียงสากับความรู้เรื่องปรโลก  ซึ่งเป็นโลกที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้  
ประเทศต่าง ๆ  ทั่วโลก เราปฏิเสธการไปได้
แต่ปรโลกเราปฏิเสธไม่ได้ 
ทีนี้ถ้าจะไปแล้ว เราก็ต้องควรจะมีความรู้ล่วงหน้าไว้ก่อนว่า ชีวิตในปรโลกนั้น เขามีความเป็นอยู่กันอย่างไร ถ้าไม่รู้แล้วอันตราย
ถ้าจะเอาแต่รวย แต่เอาตัวไม่รอด 
ถ้าจะเอาตัวรอด ...อย่าเอาแต่รวยอย่างเดียว

๒๐  มิถุนายน  พ.. ๒๕๔๕
คุณครูไม่ใหญ่


2

เกิดมาสร้างบารมี


เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด
จะต้องใช้เวลาในการสร้างบารมีให้มาก ๆ
เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย

เราต้องเสียเวลาในการหลับนอนพักผ่อนไปถึงหนึ่งในสามของชีวิต โดยไม่ได้บุญกุศลอะไรเลย ทำมาหากินอีกหนึ่งในสาม อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร ขับถ่าย เข้าสังคม เดินทางไกลอีกตั้งเยอะ เพราะฉะนั้นเวลาที่สร้างบารมีจริง ๆ มันเหลือนิดเดียว
อย่านึกว่า เราสร้างบุญกันเยอะมากมาย อย่าเพิ่งไปคิดอย่างนั้น ถ้าเราอายุ ๖๐ ปี ลองเอา ๓ หาร นอนไปฟรี ๆ ๒๐ ปี ทำงานหมดไปอีก ๒๐ ปี อีก ๒๐ ปี เหลือสำหรับบริหารขันธ์ ๕ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร ขับถ่าย เดินทางไกล เข้าสังคม อีกกี่ปีก็ไม่รู้ เหลือเวลาสร้างบารมีกันจริง ๆ นิดเดียว เพราะฉะนั้นใครที่ความเพียรไม่สม่ำเสมอ พอมีอารมณ์ทีก็นั่งที นั่งวันหยุดไป ๕ วัน นั่ง ๕ วันหยุดไปเดือนนึงอย่างนี้ เลิกเสียนะลูกนะ เวลาเราเหลือน้อย นิดเดียวจริง ๆ
คุณครูไม่ใหญ่

9 พฤษภาคม พ.ศ. 2545
0

ทำไมต้องสร้างมหาธรรมกายเจดีย์


ความปรารถนาของหลวงพ่อ คือ ตั้งใจอยากจะให้ทุกคนได้มานั่งสมาธิ ได้เข้าถึงธรรม อยากให้เขาเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งมันยังไม่สมหวังเลย
ที่สร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาธรรมกายเจดีย์ มหารัตนวิหารคด สภาธรรมกายสากล มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี  ก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้แหละ คือจะให้เป็นจุดรวมของผู้มีบุญได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน 
จู่ ๆ จะชวนเขาให้มานั่งหลับตา  เขายังไม่เห็นประโยชน์  มักจะบอกว่า ไม่มีเวลาบ้าง ไม่ว่างบ้าง คอยให้พร้อมก่อนบ้าง  ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จเลย  ไปที่ไหนก็จะได้ยินอย่างนี้ 
หลวงพ่อก็ต้องมองหา project ที่จะรวมคนผู้มีบุญที่ลงมาเกิดตั้งเยอะแยะให้มารวมกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการประพฤติปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย ก็ต้องหาสิ่งที่เขาสามารถทำกันง่าย ๆ ก่อน มีความรู้สึกว่าง่าย ไม่อย่างนั้นก็จะถูกครอบงำด้วยการทำมาหากิน กับการสนุกสนานเพลิดเพลิน  จนกระทั่งมองไม่เห็นการสร้างบารมี
ทุก ๆ project ที่ตั้งขึ้น
จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้เขาปฏิบัติธรรม
โดยเริ่มต้นจากการสร้างมหาทานบารมีก่อน ซึ่งเขาจะมีความรู้สึกว่าง่าย และพอมาถึงแล้ว ก็จะได้รับการแนะนำเรื่องการรักษาศีล ได้ฟังธรรมะในพระไตรปิฎก สิ่งที่ควรรู้ และที่สำคัญ คือการปฏิบัติธรรม ที่จะให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้เขารู้ว่าในตัวมีพระธรรมกายอยู่นะ เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด  สิ่งอื่นไม่ใช่ และเป็นที่รวมแห่งความปรารถนาที่ทุกคนกำลังแสวงหาซึ่งรวมประชุมอยู่ที่พระธรรมกายในตัวนั่นแหละ  ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย  เขาจะได้รับความรู้ตรงนี้กัน 
๑๙  กรกฎาคม  พ.. ๒๕๔๕
คุณครูไม่ใหญ่



5

เราชาวพุทธต้องช่วยกันยอยกพระพุทธศาสนา



หลวงพ่อคิดว่า พวกเราก็คงมีจิตใจเช่นเดียวกับหลวงพ่อ คือ อยากจะเห็นพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง  เรามาเกิดในยุคนี้ ที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  และเป็นประโยชน์ต่อเราและโลกนี้  เราจะให้มันถล่มทลายในยุคของเราหาควรไม่
ยุคของเรา
พระพุทธศาสนาจะต้องเฟื่องฟูที่สุด
เหมือนย้อนยุคพุทธกาล 
หลวงพ่อมีความคิดว่า อะไรก็ตามที่มีบันทึกในพระไตรปิฎก จะต้องเป็นสิ่งที่พิสูจน์และสามารถยืนยันได้ว่า “มีจริง” ในยุคปัจจุบันของพวกเรานี่แหละ
อย่างเช่น ในพระไตรปิฏกมีการบันทึกว่า มีการเลี้ยงพระแสนองค์ เรียกว่า ผ่านกันมาเป็นพันปี  ไม่ค่อยจะเชื่อกันเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร  แล้วเราได้พิสูจน์แล้วว่า มีจริงแล้วก็ดีจริง สามารถทำได้  ถวายจีวรแสนผืน ถวายหยูกยา เราก็ได้ทำแล้วในยุคของเรา ก่อนหน้ายุคของเราก็ไม่มีนะ อย่างนี้จะเรียกว่า เรามีบุญมาก ๆ ทีเดียว
เพราะฉะนั้น แทนที่จะดูว่า พระพุทธศาสนาเรียวลง เราก็จะต้องพยายามทำพระพุทธศาสนาให้เฟื่องฟูยิ่งขึ้นไปเลย  เวลาเราเดินทางออกจากร่างกาย ไปสู่สุคติ เราจะได้ปลื้มปีติใจว่า เราได้ใช้ร่างกายและทรัพยากรที่เรามีอยู่นี้ ได้ช่วยกันยกยอพระพุทธศาสนา เวลาชาวสวรรค์ถาม เราจะได้ตอบเขาด้วยความปีติภาคภูมิใจว่า ได้ช่วยยอยกพระพุทธศาสนาให้สูงเด่นยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ รัศมีกายของเราก็จะได้สว่างโพลงไปเรื่อย ๆ  ชาวสวรรค์เขาจะได้อนุโมทนาสาธุการ
วันจันทร์ที่  ๕  สิงหาคม  พ.. ๒๕๔๕
คุณครูไม่ใหญ่


6

ชี้แจงแสดงธรรมในยุคโซเชียลมีเดีย



สงครามข่าวในยุคโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันมีผู้ไม่หวังดี โจมตีด่าว่าพระ ด่าว่าวัดเยอะ  ลงข่าวเป็นประเด็นทุกวัน  เพื่อมุ่งหวังทำลายศรัทธาของชาวพุทธให้คลอนแคลน  และหวังบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและสังฆมณฑล
ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องชี้แจงแสดงความจริงให้โลกรู้ และกระจายออกไปให้มากที่สุด
เราไม่ชี้แจงไม่ได้ขนาดขึ้นศาลยังต้องฟังข้อมูลทั้ง 2 ฝ่าย
ถ้าเราไม่ชี้แจงความจริงไปให้มากๆ จะปล่อยให้เขาให้ข้อมูลข้างเดียวหรือ
สิ่งที่เราช่วยกันกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง
ชี้แจงสัมมาทิฐิให้เกิดขึ้นอย่างนี้ไม่ผิดหลักวิชชา

ที่บอกว่า...ไม่สู้ ไม่หนี ทําดีเรื่อยไป
คำว่า ไม่สู้หมายถึง ไม่สู้แบบมิจฉาทิฐิ  คือ ไม่ได้ให้ไปสู้แบบรบราฆ่าฟัน  ส่วนการชี้แจงให้ชาวโลกรับรู้สิ่งที่ถูกต้องให้มากๆ คือปลูกสัมมาทิฐิให้เขา นี่แหละคือการ ทําดีเรื่อยไป
การทำดี ต้องทำทั้งตนเองและเป็นกัลยาณมิตรให้ผู้อื่นด้วย ให้เขาได้มีความเห็นถูก เป็นกัลยาณมิตรให้เขาเหมือนคำว่า
“โลกขาดดวงตะวันไม่ได้ฉันใด
โลกก็ขาดกัลยาณมิตรไม่ได้ฉันนั้น”
แม้เราไม่เก่งเทคโนโลยี ก็ไม่เห็นจะมีปัญหา ที่ไหนมีที่ให้กดเราก็แค่เอานิ้วกด บวกไปกับความคิดที่เป็นสัมมาทิฐิและความรักในเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ต้องการให้เขาไปอบาย ให้เขามีสัมมาทิฐิ แล้วทุกอย่างที่เราคิด พูด ทำ ก็ต้องประกอบไปด้วยปัญญาและความรักปรารถนาดีที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ก็แค่นั้นเอง...
ดูอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาพระองค์ปฏิบัติธรรม ท่านก็นั่งทำใจสงบ แต่พอถึงเวลาชี้แจงแสดงธรรม ท่านก็ต้องชี้แจง แสดงธรรมโปรดทั้งมนุษย์และเทวดา ซึ่งมีปรากฎในพุทธกิจ 5 ประการ  พระองค์ก็ยังต้องทำอย่างนั้น
ที่เราส่ง facebook ส่ง line ยังส่งไม่ถึงเทวดาเลยนะ แต่พระพุทธองค์ให้ข้อมูลชี้แจงแสดงธรรมถึงเทวดา ถึงพรหม ที่ไม่เข้าใจ...ให้เข้าใจ และดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง
การชี้แจงสิ่งที่ถูกต้อง
และกระจายออกไปให้มากๆ
นี่คือการปลูกสัมมาทิฐิ
5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
คุณครูไม่ใหญ่
10

Facebook